個人檔案Isa部落格 工具 說明

Chamveha Isarun

職業
居住地
Nothing comes from nothing.
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น.

Mother Farm マザー牧場

เมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้วไปเที่ยว Mother Farm มา คือว่าแอบขี้เกียจเลยพึ่งมาอัพ ฟาร์มนี้เป็นฟาร์มที่อยู่แถวๆ Chiba เลยบ้านเราไปประมาณ 2 ชั่วโมง นัดกันตอนเช้า 7 โมงเช้า ตอนกลางคืนก็ทำอาหารกัน เพื่อว่าจะได้เอาไปกินที่นั่น เพราะว่าถ้าไปซื้อที่นั่นคนเยอะแล้วคิวจะรอนาน พี่ๆที่บ้านก็เลยทำอาหารไปมากมาย ทั้งน้ำพริกอ่อง ไข่เจียว และเมนูอื่นๆ (จำไม่ได้อะนานแล้ว 555)

พอมาตอนเช้า ทำให้เรารู้ว่า คนไทยในญี่ปุ่น ก็ยังรักษาความเป็นคนไทยไว้ได้เป็นอย่างดี คือกว่าจะได้ไปเกือบ 8 9 โมง ฮ่าๆ ก็เป็นว่า ไปทั้งหมด 16 คน(มั้ง) เช่ารถไปสามคัน (ใบขับขี่ที่ไทยมาทำใบขับขี่ International ได้ด้วยแหละ อยู่ได้ปีนึง) และแล้ว คณะเราก็ได้ออกเดินทางด้วยประการฉะนี้

P1000420ระหว่างทางก็แวะปั้มน้ำมัน น่ารักเหมือนกันเลยทั้งหมีทั้งคน (สีเสื้อแอบเข้ากันด้วย)

พอมาถึง ก็ไปดูโชว์แกะ เป็นอย่างแรก เพื่อรอกรุ๊ปอื่นที่จอดคนละที่ ให้มาเจอกัน

P1000424ฝรั่งพูดญี่ปุ่นได้ แต่สำเนียงแปลกมากกก

มันมีโชว์ลอกขนแกะด้วย กรึ๋ยๆๆ แต่ไม่ได้ถ่ายมา เสียวสยึมกึ๋ย

พอมาเจอกัน ก็ขึ้นรถทัวร์รอบฟาร์มเลย กริ๊วๆๆ คนนำทัวร์ฟาร์มพูดภาษาไทยได้ด้วยอะ แบบว่า โหพี่แกชอบไทยขนาดนี้ ทำเราอึ้งไปเลย

P1000434ตัวนี้ชื่อ อะรุปิกะ มั้ง ชื่อจำย้ากยาก แต่หน้าตาบ้องแบ้วดี

 P1000436 อะรุปิกะ In action

P1000438 รูปจะแอบมัวๆเพราะถ่ายตอนรถวิ่ง

P1000439 ลุงคนนี้แหละพูดไทยได้ ชอบเมืองไทยด้วย

P1000442 แกงค์คนไทยไปให้อาหารอะรุปิกะ พี่แน็คนี่โผล่หน้ามาเลย

P1000443 วุดๆ

P1000444เด็กคาชิวะนี่เห็นกล้องเป็นไม่ได้

P1000446 ความจริงมีตัวนึงผมหน้าม้าสวยเชียว ไม่ได้ถ่ายมา

P1000448 ตัวไรหว่า งิงิ มอออออ

P1000451 หมาเลี้ยงแกะ ลุงเขาสั่งด้วยภาษาไทยด้วย เขาบอกว่าสั่งด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วมันจะไม่เข้าใจ โห เว่อร์ไหม

P1000454“เห็นแกะพวกนั้นมั้ย… ไปคาบมันมา!” เอ้ย ไม่ใช่

P1000455หมาเลี้ยงแกะ in action

P1000462 มีแข่งหมูด้วย เขาจะให้เด็กไปตีก้นหมูให้วิ่งไปสู่เส้นชัย แต่ตอนแข่งไม่ได้ถ่าย เพราะลุ้นอยู่
(มันมีให้ซื้อตุ๊กตาเบอร์ต่างๆ แล้วถ้าถูกเบอร์ที่ชนะจะได้ตัวใหญ่ขึ้น เราก็ลุ้นของพี่บิ๊กอยู่ 555)
แบบว่าอย่างฮา รอบหลังๆหมูมันวิ่งนำคนตีไปเข้าเส้นชัยบ้าง ไปหลบต้นไม้บ้าง และแล้วพี่บิ๊กก็พลาดรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย

แล้วก็มีไปดูไร่สตอร์เบอร์รี่ที่ปกติเขาเปิดให้เก็บ แล้วชั่งกิโลขาย แต่ว่าช่วงที่ไปมันไม่เปิด T_T

หลังจากเดินจนเหนื่อย (มีพี่บิ๊กแอบไปเล่นของเล่นเด็กด้วย แต่ไม่เอารูปขึ้น เดี๋ยวหาว่าประจาน 555) แล้วก็ซื้อของกลับบ้านกัน มีพี่ๆซื้อพวกชีสไปแล้วติดไปกับถุงคนอื่น แล้วไม่ได้แช่ตู้เย็น เน่ากันไปตามๆกัน อดกินเลย วันนั้นก็กลับถึงบ้านกันเกือบสี่ทุ่มได้ เหนื่อยมากมายแต่สนุกดี

The day when it rains all day いつでも雨が降っている日

โอย วันนี้มันเป็นวันอะไรกันเนี่ย ตั้งแต่เช้ามาฝนตกทั้งวันเลยไม่หยุดซักนิดเดียว เลยไม่ได้ออกไปไหนเลย เป็นวันหยุดที่น่าเบื่อมาก T_T แงแง
ไว้ว่างๆจะอัพ Blog ต่อละกันนะ (ความจริงตอนนี้ก็ว่างอ่านะ แต่ว่าขี้เกียจ) ไปนอนดีกว่างิงิ

ไปเที่ยวกะครอบครัวโบ้ท BoatさんとBoatさんの家族と遊びました

เมื่อวานโบ้ทมันมาที่ญี่ปุ่นแหละ ก็เลยตามแผนเดิม วันหยุดห้ามว่าง ก็เลยบอก ไปเที่ยวด้วยน้าาาา ตกลงตอนเช้าก็เลยไปเจอโบ้ทกับครอบครัว (พ่อ แม่ น้องเบย์) ที่โรงแรม Sunroute Plaza Shinjuku แล้วก็ไปเที่ยวกัน

เรื่องของเรื่องก็คือแม่ของโบ้ทเคยมาอยู่ญี่ปุ่นปีนึง แต่ว่าเมื่อ 17 ปีมาแล้ว ยังจำได้อยู่เลยเนอะ เก่งจัง ><

เที่ยวครั้งนี้แม่โบ้ทออกค่าทุกอย่างให้หมดเลย รวมทั้งนำเที่ยวด้วย เกรงใจมากมาย T_T แต่ว่า ขอบคุณคร้าบบบ อิอิ

เริ่มแรกก็ไปเที่ยวอาซาคุสะ ซึ่งเป็นวัดที่สวยมาก แล้วก็มีประตูที่โด่งดังชื่อ Kaminarimon สวยๆๆ แต่แบบไปที่นั่นคนเยอะมากๆ

ก่อนไปถึงวัดก็มีร้านรวงมากมายให้ซื้อของฝาก นี่ถ้าเรามาไม่นานแล้วกลับนะ เสียตังเป็นพันเยนชัวร์ๆ (นี่ขนาดไม่ได้ซื้อยังซื้อขนมที่นึกว่าเป็นโตเกียวบานาน่าที่โด่งดังแต่ไม่ใช่ กลับมาเลย (ซื้อผิดนั่นเอง))

P1000247

ประตู Kaminarimon อันโด่งดังกับโบ้ทแล้วก็พ่อ (พ่อโบ้ทก็โด่งดังนะ อิอิ)

P1000248

ร้านเขาเยอะมากมีเป็นร้อยร้านได้

หลังจากผ่านร้านมากมายเกือบถึงวัดละ ก็เห็นมีที่ปั้มน้ำบาดาลสวยๆ เห็นฝรั่งปั้มมาแล้วเอามือรองน้ำดื่ม ไอ้เราไปเห็นก็เห็นป้ายบอกว่า ห้ามดื่ม เออเยี่ยมมาก

P1000256

ความจริงมีนกมากินน้ำด้วย แต่ถ่ายไม่ทัน

พูดถึงนกญี่ปุ่นนี่มันไม่กลัวคนเลยนะ แบบว่าถ้าเราเดินไปใกล้ๆ มันก็จะเดินหลบ ถ้าเป็นเมืองไทยนี่มันบินหนีไปและ (หรือนกญี่ปุ่นมันบินไม่เก่งหว่า อิอิ)

P1000250

เกือบถึงแล้ว

P1000257

โบ้ทมันบอกให้ทำ (โบ้ยๆ)

P1000262

คนเขาจะควักๆเอาควันมารมหัว ไม่รู้เพื่ออะไร (แต่เราก็ทำตาม)

แล้วก็เข้าวัดไป (เออในวัดไม่ได้ถ่ายรูปมาอะ ฮ่าๆ) ในวัดมีตะแกรงซี่ๆให้หยอดเหรียญแบบในการ์ตูนเลย อิอิ เราก้อโยนๆไป เพราะว่ามันไกลแล้วคนบังที่หยอดเยอะ ปรากฏว่ามันดังแกร๊งๆ แล้วไม่รู้เด้งออกมานอกที่โยนหรือเปล่า แต่ว่าเราถือว่ามันเข้าไปแล้ว ช่างมัน ฮ่าๆ ในนั้นยังมีที่เสี่ยงเซียมซีด้วย แต่ว่าเป็นภาษาญี่ปุ่น เลยคิดว่ากว่าจะอ่านรู้เรื่องเหตุการณ์มันก็คงผ่านไปแล้ว

พอออกมาจากวัด เจอรูปปั้น ให้คนวักน้ำมาล้างมือ หรือกินก็ได้ แต่ว่าโบ้ทกะน้องเบเห็นคนเอาตัวแรคคูนมาเลียๆกินน้ำแล้ว เราก็เลยแต่ล้างมือก้อได้ฟะ

P1000265

นี่แหละ บางคนดื่ม บางคนล้างมือ แต่ทัวร์กรุ๊ปเราล้างมืออย่างเดียวครับท่าน

ก็จบไปแล้วกับอาซาคุสะ ทริปนี้ก็ไปที่ย่านกินซ่าต่อ โดยไปท่ถนนคนเดิน ที่เขาปิดให้คนมาเดินได้เฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น กินซ่าเป็นย่าย Hiso ที่จะเห็นแบรนด์ดังๆมากมาย ซึ่งเราก็คิดว่า จะทำตามจุุดประสงค์ของเขา คือไปเดินเฉยๆ ฮ่าๆ แต่ว่าตั้งแต่ยังไม่ถึงถนนคนเดินเลย ทุกๆคนก็เรียกร้องอาหารกลางวันซะก่อน หลังจากเดินหาตั้งนาน ไม่มีร้านอาหารเลย จนเดินไปแปปนึงไปเจอร้านนึงน้องเบเห็นว่ามีตะเกียบคีบเนื้อ ทุกคนก็ลงความเห็นว่า ไปเถอะ ฮ่าๆ (แบบว่าชอบเนื้อย่าง) พอเข้าไปถึง กลายเป็นร้านลิ้นวัวย่างซะงั้น คือทุกเมนูเป็นลิ้นวัวหมดเลย แต่ว่าก็อร่อยดีๆ

P1000274

เห็นแล้วหิว

พอกินกันเรียบร้อย เดินออกมาพบว่ามีร้านอาหารมากมายเรียงอยู่เต็มไปหมดยังกับจะแกล้งกัน คือว่าก่อนเข้าร้านเมื่อกี้ไม่มีซักร้าน พอกินเสร็จเห็นเต็มไปหมด ฮ่าๆ

 P1000278

ย่านกินซ่าที่เอาไว้เดินดูอย่างเดียว

ตอนเย็นก็ไปฮาราจุกุ แถวโรงแรมโบ้ทมัน ก็ไปเดินห้างนิดๆหน่อยๆ

P1000284

ฮาราจุกุตอนกลางคืน

แล้วนอกจากเลี้ยงทุกอย่างแล้ว แม่โบ้ทยังเอาหมูแผ่นมาฝากอีก ขอบคุณคร้าบบบบบบ

และแล้วทริปนี้ก็จบลงด้วยประการฉะนี้ พวกโบ้ทเห็นว่าจะไป Disney Land / Edo Land อีก อยากไปด้วยจัง งิงิ ไว้มีอะไรอีกจะมา Post ใหม่แล้วกัน


Tokyo Tower 東京タワー

    

kie sou ni saki sou na tsubomi ga kotoshi mo boku wo matteru

tenohira jya tsukamenai kaze ni odoru hanabira

tachi tomaru kata ni hirari

jyouzu ni nosete waratte miseta anata wo omoi dasu hitori

ขอเปิดด้วยเพลง Tsubomi ของหนังเรื่องโตเกียวทาวเวอร์หน่อยแล้วกัน เข้ากับบรรยากาศนิดนึง  

 P1000205

วันนี้ไปเที่ยวโตเกียวทาวเวอร์มา อย่างกระทันหัน ทริปกระทันหันนี้ เกิดขึ้นยังไง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังละกันนะ

คือว่า เมื่อวานตอนกลางคืนวันศุกร์ เราก็คิดว่า วันเสาร์นี้ทำอะไรดีฟะ แบบว่าถ้าอยุ่เฉยๆมันจะไม่สมกับเป็นคนที่มาญี่ปุ่นไม่ถึงเดือนอย่างเรา ก็เลยคิดได้ว่า เออไปเที่ยวดีกว่า พอดีประจวบเหมาะกันเลย วุด(เพื่อนที่มาทุน Panasonic แบบเรา) มันก็ถามมาทาง MSN ว่า ไปไหนมั้ย… คือว่าเดี๋ยวนี้รู้สึกว่าอยู่กะมันนานเกินไปแล้ว แบบคิดอะไรคล้ายๆกันไปละ แล้วมันก็เสนอ Tokyo Tower มา ซึ่งทั้งเราและมันก็ดูเรื่อง Tokyo tower มา Tokyo tower มันเป็นหนังที่ซึ้งมากๆ แบบดูแล้วอยากไปเหมือนกันทั้งสองคน แบบอยากตามรอยหนะนะ ฮ่าๆ ก็เลยเป็นว่า อะไปโตเกียว ทาวเวอร์กันดีกว่า

โตเกียวทาวเวอร์มันจะแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นแรกสูง 150m เสียตัง 820 Yen ชั้นที่สองสูง 250m เสียตังเพิ่มอีก 600 Yen แล้วใต้ Tokyo tower มันจะมีพวก Museum ให้ไปเดินเล่นได้

ก็คุยไปคุยมา รวมความเป็นว่ามาเจอกันบ่ายโมง แล้วเดินพวก Museum อะไรข้างล่างจนดึกๆแล้วขึ้นไปดู Tokyo tower กัน เนื่องจากว่ามันบอกอยากดูตอนดึกๆ น่าจะสวยกว่า เพราะมันเปิดไฟสวยๆเนอะ

ก็ไปถึงสถานี เราไป Late 15 นาทีได้ T_T ไปเจอวุดพอลงจากสถานีที่จำชื่อยากมาก ชื่อว่า Hamamatsuchou (แม้แต่เมื่อกี้ก็ยังต้องเปิด Net ว่าเขียนถูกหรือเปล่า) แล้วก็เดินไป ทีนี้เราก็ถามวุดว่าเดินไปทางไหนฟะ มันก็มองไปมองมา แล้วก็ปิ๊งขึ้นมาว่า เออเดินไปหาหอคอยนั่นแหละ แล้วมันก็ชี้ เออจริง หอคอยมันใหญ่มาก เดินไปยังไงก็ไม่หลง ฮ่าๆ ทางผ่านก็เป็นพวกวัด แหละ สวยดี พอถ่ายรูปไปถ่ายรูปมาก็พึ่งเห็นว่ามันเป็นงานศพ >< แบบว่ามีคนถ่ายรูปเต็มไปหมด เราะคนที่จะมา Tokyo tower ก็น่าจะผ่านทางนี้หมด เราว่าถ้างานศพเรา เราจะไม่เอาแบบนี้อะ มีแต่คนมาถ่ายรูป ฮ่าๆ

P1000132

ไอ้ข้างหลังนี่แหละเป็นงานศพ

อะพอเดินมั่วไปเรื่อยๆไปถึง Tokyo tower ก็เจอเรื่องเสียตังเลย… เครปครับ เครป น่ากินมากกก เป็นเครปใส่ไอติมกับสตอร์เบอร์รี่มั้ง เราก็อ่านชื่อตั้งนานเพราะกลัวสั่งไม่ถูก ดีที่ชื่อมันเป็น Katakana เลยอ่านได้ (ไม่ได้เป็นคันจิ ฮ่าๆ)

P1000138

น่ากินมะ อร่อยดีแต่แพงโคด T_T (มือไอ้วุดเป็นคนถือ เล็บยาวเนอะ)

ก็เลย หมดไปคนละ 450 Yen ทั้งๆที่ยังไม่ได้มาทำบ้าอะไรเลย

พอเดินไปเรื่อยๆก็เห็นว่า ไอ้ตรงพวก Museum ตรงฐานที่มันให้เดินได้อะ เล็กมากเลย

ก็เลยเดินเข้าไปที่ Trick Museum แบว่ามันจะเป็นรูปหลอกตาทั้งหลาย เอาไว้ให้ถ่ายรูปกลับมาให้ชาวบ้านดู ฮ่าๆ

P1000150

นี่เป็นเหมือนให้อาหารยีราฟเนอะ อิอิ

พอเที่ยวไอ้นี่เสร็จ เวลายังเหลือเยอะมาก แล้วด้วยความงกของเราสองคนก็เลยไม่ได้ไป Aquarium ที่มองเข้าไปแล้วเห็นแต่ปลากากๆแต่ราคา 1000 Yen ก็เลยออกมาหาอะไรกิน แล้วก็เปลี่ยนแผนเป็นไปดูตอนบ่ายก็ได้ฟะ แบบว่าสว่างก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

พอจะเดินไปซื้อตั๋วไปชั้นแรกก็ โอ้โห คนเยอะมาก คือมันมีทัวร์มาลงเป็นช่วงๆ ก็เลยคนจะตู้มเป็นช่วงๆ เราก็เลยรอให้คนมันหายไปก่อนแล้วถึงจะไป

ทีนี้ไอ้ไปชั้นแรกที่สูง 150m เนี่ยมันไปได้สองแบบคือขึ้นลิฟต์ไป กับเดินไป ไอ้เราสองคนก็ฟิต เออเดินไปดีกว่า… ด้วยความใจกล้า ก็เลยเดินขึ้นกัน บันไดทั้งหมด 600 ขั้นมั้ง พอเดินไปมันก็มีป้ายบอกเป็นช่วงๆว่าสูงเท่าไหร่แล้ว ไอ้เราก็แอบยืนอ่านป้ายนานๆ บอกว่าพยายามแปลอยู่ (ป้ายภาษาญี่ปุ่น มันจะบอกประมาณว่า พยายามเข้า อีกนิดนึง อะไรงี้ มันบอกด้วยว่าเดินมาถึงนี่ใช้พลังงานไปกี่แคลอรี่แล้ว (รู้สึกว่าเดิน 600 ขั้นยังไม่เท่าเครปที่กินไปเลย)) ที่จริงคือ เหนื่อยอะ ก็เลยแอบอ่านนานๆ 555

พอถึงแล้วก็ โอ้โห คนเยอะมาก แต่วิวก็สวยดีนะ

P1000167

มองลงไปเห็น Odaiba ที่เป็นทะเลที่ถมขึ้นมาจากดินและขยะจำนวนมาก สวยมากมาย 

P1000161

มันมีรูให้มองลงไปเสียวๆด้วยอะ เป็นกระจก แบบว่าเหยกลัวความสูงมากมาย

พอไปถึงแล้ว ยังไงก็ต้องไปชั้นบนสุดเนอะ มาทั้งที… แบบว่ารอซื้อตั๋วนานมาก ลิฟค์ก็ต้องคอยกันกับคนเยอะแยะ (เผามันหน่อยนึง วุดมันเดินไปที่ที่คิดว่าเป็นที่ขายตั๋ว มันก็จ่ายตังไป เขาก็บอกให้เอามือนาบลงบนแป้นแป้นนึง ไอ้เราก็งง ทำไมฟะมันจะตรวจลายมือหรอ กลายเป็นว่าเป็น Counter ดูดวงจากลายฝ่ามือ 555 แบบว่าดูแล้วดวงเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย คือว่าแปลไม่ออก กว่าจะแปลออกเรื่องนั้นมันก็คงผ่านไปแล้ว งิงิ) แล้วหลังจากซื้อตั๋วถูกที่ แล้วก็รอมานานแสนนาน เราก็ได้ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน พอไปถึงแล้วเลยรู้ว่าทำไมลิฟต์ต้องคอยกันแบบนั้น แบบว่าหอคอยชั้นบนมันยิ่งเล็กใช่มะ แล้วชั้นนี้สูงมากเลยแบบเล็กโคด เดินแปปเดียวก้อหมดละ (หมดพร้อมเงิน 600 Yen) แต่ว่าวิวที่เห็นก็จะสูงกว่าเดิมอีก (เราว่าก้อเหมือนๆเดิมแหละฟะ)

P1000171

ต่างจากเดิมมั้ยฟะ ><

P1000172

พอลงมาก็ยังไม่เย็น ก็เลยลองไปถามคุณลุงว่าไฟเปิดกี่โมง ด้วยภาษาญี่ปุ่นด๊อกด๋อย แบบว่าลุงเขาพอได้ยินคำว่าไฟ ก็ตอบมาเลย ไม่รอให้เราพูดให้จบประโยค (แกคงรู้ว่าพูดยังไงก็ไม่จบหรอก ฮ่าๆ) ก็เลยรู้ว่าไฟจะเปิดตอนหกโมงครึ่ง ตอนนั้นก็ห้าโมงครึ่งมั้ง ก็เลยถ่ายรูปเล่นไปก่อนกับวุด ซึ่งพึ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็มีมือถือที่ถ่ายรูปได้แล้ว อิอิ

P1000183

ตอนเย็นก็สวยไปอีกแบบเนอะ งิงิ

ทีนี้กลางคืนมันเปิดไฟ สวยมากกก แบบว่าหอคอยตั้งตระหง่านมากเลยอะ (รูปสวยสุดเอาขึ้นข้างบนไปแล้ว งิงิ)

 P1000224

สวยเนอะ Tokyo tower

P1000227

ขากลับกะเหรี่ยงสองตัวนี้ก็ไปหลงที่สวนสาธารณะมาอีก อิอิ แต่สวยมากเลย ก็เลยได้รูปมาอีกเต็ม 555

ก็จบทริปนี้ลงด้วยประการฉะนี้ (เออมี Mos burger เป็นอาหารเย็นด้วย Mos ที่นี่อร่อยกว่าเมืองไทยนิดนึงนะ อิอิ (หรือเราเห่อไปเองก็ไม่รู้)) แล้วก็พนักงานที่แถวๆโตเกียวทาวเวอร์นี่พูดอังกฤษเก่งหลายคนเลยอะ แบบว่าอึ้ง สำเนียงดีมาก ดีกว่าคนญี่ปุ่นทั้วไปหลายขุมนัก

รวมค่าไปกลับ ค่าอาหารเที่ยงแล้วทริปนี้หมดไปประมาณ 3800 เยน เทียบกะค่าครองชีพที่นี้แล้วไม่แพงเท่าไหร่ (คิดเป็นอาหารธรรมดา 8 มื้อ แพงไหมหละ 555) แต่สนุกมากมาย ไว้วันหลังจะไปเที่ยวที่อื่นอีก พรุ่งนี้โบ้ทก็จะมาญี่ปุ่น คงได้รูปกลับมาอีก ไว้จะเอามาอัพอีกนะครับ อิอิ (ความจริงมีไปเที่ยวนัมบะที่โอซาก้าตอนที่ไปงานพานาด้วย แต่ว่ามันไปนิดเดียวอะ แหะๆ เลยไม่ได้อัพ)

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณเพื่อนวุดที่อุตส่าห์ถ่ายรูปให้หลายรูป แล้วก็เป็นเพื่อนเที่ยวมาในวันนี้ด้วย อิอิ

จบละ ไปนอนเตรียมรับโบ้ทพรุ่งนี้ดีก่า บะบายๆ


เรื่องของบันไดเลื่อน エスカレーターのこと

ตอนที่มาที่ญี่ปุ่น สิ่งที่รู้สึกว่าแปลกกับเมืองไทยก็คือบันไดเลื่อนนี่แหละ

วันแรกที่เรามาเลยอะ เวลาไปขึ้นรถไฟก็ต้องไปขึ้นบันไดเลื่อนถึงไปชานชาลาได้ เราก็เดินคุยกันไป แล้วพอถึงเวลาขึ้นบันไดเลื่อนก็แบบคนไทยนี่แหละ เราก็ยืนคุยแบบสองคนยืนขั้นเดียวกันคุยกันอะ พอขึ้นไปได้สักพักก็รู้สึกว่ามีสายตาเขม่นมาที่เราเยอะแยะ และแล้วรุ่นพี่ที่เคยมาญี่ปุ่นก็สะกิด แล้วบอกว่าให้ชิดซ้าย เราก็งงๆว่าทำไมหว่า พอเราเดินมาชิดปุ๊บ อ๋อทันที เพราะว่าไอ้คนเจ้าของสายตาที่เขม่นมาทั้งหลายเขาก็รีบเดินขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว ผ่านเลนที่เราหลบออกมาเมื่อตะกี้ ก็เลยได้ความว่าเลนขวาไว้สำหรับคนที่รีบอะนะ ไอ้เราก็ว่า แหมคนญี่ปุ่นจะรีบอะไรกันนักกันหนาฟะ ต้องประมาณสองสามวัน กว่าจะชินกับการขึ้นบันไดเลื่อนทางเดียวเนี่ย งิงิ

เรื่องยังไม่จบเท่านี้ พอมาอาทิตย์ถัดมา ไปโอซาก้า เพราะไปงาน Panasonic Scholarship Orientation ปรากฏว่าเราก็ขึ้นบันไดเลื่อนเหมือนเดิม ชิดซ้ายกะเพื่อนอีกสองคน ปรากฏว่าไอ้เราก็เห็นลุงคนที่ยืนข้างล่างเรามันยืนชิดขวา ก็งง แบบว่าเอ๊ะทำไมคนโอซาก้านี่ทำตัวแบบนี้ คือว่าเคยได้ยินมาว่าคนโอซาก้าจะนิสัยไม่เหมือนคนโตเกียวเลยแม้แต่น้อย ก็เลยคิดไปแบบนี้ ตอนนั้นมีลุงคนนั้นคนเดียว ก็เลยไม่คิดอะไรมาก พอวันถัดมา เอ๊ะขึ้นบันไดชิดขวากันหมดเลย ก็เลยเริ่มเอะใจ ปรากฏว่าคนโอซาก้าไม่เหมือนโตเกียวจริงๆด้วย คือเขายืนชิดขวากันหมด >< เบบว่าแอบเซ็ง ทำไมมันต้องชิดไม่เหมือนกันด้วยฟะ เลยกลายเป็นกระเหรี่ยงเข้ากรุงรอบที่สอง ฮ่าๆ ก็เลยสรุปได้ว่า ยืนชิดให้เหมือนชาวบ้านดีที่สุด

จบ… ไว้ว่างๆจะมาอัพใหม่แล้วกันเนอะ มีอะไรแปลกๆมากมายไว้จะมาเล่าต่อนะครับ

Japanese Life 日本の生活

โอย ในที่สุดก็ได้มาเขียน Blog สักที หลังจากมาถึงญี่ปุ่น ไม่มีเวลาว่างเลย

เอาเป็นว่าแล้วจะค่อยๆเขียนแล้วกันว่าวันไหนเจออะไรมาบ้าง เพราะว่านึกออกทีเดียวไม่หมด แหะๆ

ช่วงนี้ก็อาศัยอยู่บ้านพี่บิ๊ก ที่เขากรุณาให้เราอยู่ ก่อนที่จะหาหอได้ ฮ่าๆ บ้านพี่เขาอยู่ที่ Matsudo เป็นย่านออกมาบ้านนอกนิดๆ ดูได้จากแผนที่รถไฟบางแผ่น ไม่มีสถานีนี้อยู่

อาทิตย์แรกที่มาถึงนี่ อะไรๆก็ใหม่หมด แบบว่าอาทิตย์นึง รู้สึกยาวนานยังกะเดือนนึงตอนอยู่เมืองไทยเลย ยิ่งวันแรกๆนะเรายิ่งรู้สึกว่านานมากกกก กว่าจะหมดวัน (นานแบบสนุกนะ ไม่เหมือนตอนเรียนแล้วรุ้สึกว่าเวลายาวนานเหลือเกิน อิอิ)

แล้วจะค่อยๆ Post แล้วกันเนอะว่าเจออะไรมาบ้าง งิงิ (Post ทีเดียวหมดเดี๋ยวไม่มีเรื่องจะพูดวันหลัง)


CP ไก่เทอริยากิ

 

วันนี้ดู TV เห็นโฆษณาไก่เทอริยากิ (มีมานานแล้วแหละ แต่พึ่งนึกได้ว่าจะเอามาใส่ Blog) ที่มันมีผู้ชายกับผู้หญิงไปกินอาหารญี่ปุ่น (น่ากินโคด) แล้วผู้ชายเอาแต่อ่านหนังสือไม่ยอมกิน พอผู้หญิงมองหน้าหน่อยก็กินแค่หัวไชเท้าเส้นสองเส้น (กินเปล่าๆกินเข้าไปได้ไงฟะ) แล้วพอกลับมาบ้านก็โซ้ยไก่เทอริยากิ CP ซะท่าทางเอร็ดอร่อย (เราดูก็ไม่เห็นน่ากินตรงไหนเลย)

 ดูๆแล้วขัดหูขัดตามากมาย ใครฟะจะไม่ยอมกินอาหารญี่ปุ่นสายพานท่าทางน่าอร่อยแบบนั้นแล้วมากินไก่ย่างแช่ Freeze สีน้ำตาลท่าทางเฉยๆยังงั้น หรือว่าเพราะเราชอบอาหารญี่ปุ่นมากเกินไปป่าวหว่า

Developing Without Using

 

เคยสงสัยหรือเปล่า ...

 

คนที่ประดิษฐ์แว่น อาจจะไม่ได้สายตาสั้น ...

คนที่ประดิษฐ์รถเข็น อาจจะขาไม่เคยหัก ...

คนที่ประดิษฐ์เครื่องช่วยฟัง อาจจะไม่เคยหูหนวก ...

คนที่เป็นตำรวจ อาจไม่เคยเป็นโจรมาก่อน ... (เอ๊ะรู้สึกไม่ค่อยเกี่ยว)

 

ก็เหมือนกับเราเลย เรานี่วันๆใช้มือถือแค่โทร รับโทรศัพท์ แล้วก็นานๆจะส่ง SMS ซักที แล้วนานกว่านั้นอีก ที่เราจะบันทึกอะไรลงไปในนั้น ...

มันก็แปลกดีนะ ที่เราพัฒนาโปรแกรมบนมือถือมามากมาย โดยที่ปกติแล้ว เราแทบจะไม่ได้ใช้โปรแกรมอะไรบนมือถือเลย ...

ความจริงเราควรจะใช้มันหน่อยเนอะ จะได้มีความรู้ว่าโปรแกรมปกติเขามี Interface อะไรยังไงบ้าง (เกมของทีมเราเคยโดนพี่เขา Comment มาเหมือนกันว่า Design Interface ไม่เหมือนเกมอื่นๆ)

 

ว่าแล้วก็... ไปเล่น DotA ดีกว่า (อ่อ ไม่เกี่ยว 555+)

นักวิจัยระดับเทพ VS ผู้บริหารระดับโลก

 

นักวิจัยระดับเทพ

เมื่อพูดถึงคนนี้ ใครๆก็จะนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ผู้เรียกได้ว่าตำรา Encyclopedia เคลื่อนที่เลยก็ว่าได้ คนคนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงหนึ่งอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะถามอะไร ถ้าเกี่ยวกับงานนั้น เขาก็รู้ไปหมด

เขาใช้ชีวิตในห้องวิจัยอย่างมีความสุขกับสิ่งที่เขาชอบทำ กับสิ่งที่เขาศึกษาเรียนรู้มาตลอดชีวิต กับสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญจนเรียกได้ว่าระดับเทพเลยทีเดียว ในแต่ละวันเขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อนกับชีวิตมาก แต่ความสนุกของงานที่เขาทำ ที่เขาวิจัยอยู่นั้น มันจะกระตุ้นให้เขาทำงานได้โดยไม่มีเบื่อ บางครั้งอาจจะเกิดความล้า ความเหนื่อย ความท้อบ้าง แต่เมื่องานเสร็จ สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้แล้ว เขาก็จะเกิดความภูมิใจ และความสุขอันล้นพ้นก็จะประดังเข้ามายังตัวเขา

คนคนนี้ผลิตงานวิจัยออกมาให้ประโยชน์แก่โลกมากมาย ถ้าเป็นศาสตร์ด้านนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องคิดถึงคนคนนี้ ไม่ว่าใครๆก็เคารพนับถือ และยกย่องเขาในฐานะผู้สร้างผลงานเทพให้แก่โลกใบนี้

เมื่อเทคโนโลยีต่างๆมีความก้าวหน้าไป เขาก็ไม่หยุดยั้งที่จะทำมันมาประยุกต์ใช้ เพื่อผลิตงานวิจัยต่างๆออกมาอีกต่อไปเรื่อยๆ

 

ผู้บริหารระดับโลก

ไม่มีใครไม่รู้จักเขา...

แค่ได้ยินชื่อของเขา ทุกๆคนก็จะนึกถึงความยิ่งใหญ่ของเขา...

ทุกๆคนยกย่องเขา และให้ความเคารพนับถืออย่างสูง ไม่ว่าคนคนนี้จะทำอะไรทุกๆคนก็จะคล้อยตาม เพราะว่าเขาเป็นผู้บริหารระดับสูงบริษัทใหญ่ระดับโลกแห่งหนึ่ง เขาเป็นผู้บริหาร ซึ่งไต่เต้ามาตำแหน่งนี้ด้วยตัวเอง เริ่มจากตำแหน่งเล็กๆ แล้วค่อยๆเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ แล้วเขาก็มาเป็นผู้บริการด้วยความสามารถของเขาเอง เนื่องจากเขาเป็นคนถ่อมตัว ทุกๆคนจึงยอมรับในความสามารถของเขา และน้อยคนนักที่จะหมั่นไส้เขา เมื่อชื่อเขาเข้าหูใคร สิ่งที่ตอบออกมาจะมีแต่ความยกย่องในความสามารถ และอิจฉาในรายได้อันมากมายมหาศาลของเขา เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่หลายๆคนในโลกอยากจะเป็นกันทั้งนั้น

 

......

 

แล้วเราหละ ในอนาคตอยากเป็นแบบไหน ...

อยากจะทำอะไร ...

อยากเป็น ไอน์สไตน์ หรืออยากเป็น บิล เกต ...

ในที่สุดแล้วอยากให้ชีวิตเป็นอย่างไร เราเห็นภาพตัวเองเป็นยังไงในอนาคต ...

 

... ตอนนี้กำลังรู้สึกเลือกไม่ถูก ว่าในอนาคต สุดท้ายแล้วอยากจะเป็นผู้บริหาร เป็นเจ้าของบริษัท หรือเป็นนักวิจัยดี

แม้ว่าคงไม่ได้เป็นระดับเทพ ระดับโลกอย่างนั้น

 

บางครั้ง เราก็รู้สึกอยากทำอะไรที่มันสนุกๆ อยากเขียนโปรแกรมเอง ลงโค้ดเอง ทำอะไรที่เราชอบ อยากพัฒนา คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับโลกนี้

แต่บางครั้ง เราก็รู้สึกว่าการทำงานพวกนั้น การเขียนโค้ด หรือการวิจัยต่างๆ มันไม่สามารถทำรายได้ให้เราได้เท่าไหร่ บางครั้งก็เลยคิดว่าอนาคต สุดท้ายแล้วทางที่ดีเราก็ควรจะต้องต้องเป็นคนดูแลงาน เป็นคนแบ่งงานให้คนอื่นทำ เป็นคนจัดการ ควบคุมโปรเจคนั้นให้สำเร็จ ให้เด็กๆเขาโค้ดกันไป เราไปนั่งวุ่นวายกับเอกสารเป็นกองข้างหน้าดีกว่า

...

...

...

 

ยังนึกไม่ออกเลยว่าในอนาคตอยากจะเป็นแบบไหนดี

แต่ยังไงช่วงนี้ก็ใช้ชีวิตแบบนี้ไปก่อนละกัน

เรียนต่อปริญญาโทที่จุฬา ช่วงที่เรียนก็หาทุนไปเรียนต่อเมืองนอก (ยังไม่รูเลยเรียนด้านไหนดี) ระหว่างนี้ก็รับเขียนโปรแกรมมือถือไปด้วย

ฟังดูชีวิตช่วงนี้ก็น่าสนุกดีเนอะ งั้นอนาคตจะเป็นยังไงก็ช่างมันก่อนละกัน

...

...

(จบแล้วถึงรู้ใช่มะว่าเป็นหัวข้อการบ่น นั่นเอง 555+ ขอบคุณที่โดนหลอกอ่านจนจบนะครับ)

Senior Project + บ้านไอ้บอมบ์ อีกแล้ววว

 
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ต้องมาค้างบ้านไอ้บอมบ์แบบ Marathon อีกแล้ว T_T
 
ไอ้ Senior Project นี่น้า ทำไมมันไม่เสร็จสักทีฟะ ทั้งรายงาน ทั้งตัวผลงาน รู้สึกว่าขลุกกับมันมานานโคตรๆ ยังไงก็ไม่เสร็จสักที
 
อยากกลับบ้านจังงง T_T
 
 
ก็นัดกะบอมบ์กะเก้มาทำงาน ศุกร์ - อาทิตย์
 
วันศุกร์เราก้อมากะบอมบ์ที่มหาลัย กะว่าจะมาคุยกะอาจารย์ก่อน (ส่วนไอ้เก้จะตามมาทีหลัง แค่นั้นไม่พอ มันยังฝากใบเกรดมาส่งอีก ไอ้เลวววว) ก็คุยๆกะอาจารย์แล้วก้อกลับบ้าน ตอนเก็บ Notebook จะกลับบ้าน ก็ลืม Battery ไว้ที่มหาลัยอีก เซ็งชีวิตมาก
 
พอมาถึงบ้านไอ้บอมบ์ ก็ตอนบ่าย แล้วตั้งแต่เท้าเหยียบเข้ามาบ้านมัน จนถึงเวลานอน ก็ยังไม่ได้แตะงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว สงสัยนี่จะเป็นเหตุผลว่าทำไม Senior มันไม่เสร็จสักทีรึเปล่าฟะ
 
พอมาวันนี้ (วันเสาร์) เก้มันมาแล้ว เราก้อปล่อยมันเขียนรายงานไป แล้วเราก็มานั่งบ่นใน Blog 555+ มันไม่รู้หรอกเพราะมันนึกว่าเราเขียนรายงานอยู่ ขี้เกียจจริงๆกรูนี่ แล้วยังมาบ่นอีกว่า Senior ไม่เสร็จ >.< ... เฮ้ยๆอย่าโทษกรู ไอ้บอมบ์มันนอนหลับอยู่บนเตียงโว้ยยยย... สู้ๆนะเก้
 
ปล. เขียนให้ใหญ่ขึ้นหน่อยก้อได้ มีคุณป้าบอกว่าสายตาฝ้าฟาง อ่านไม่ออก 555+

SCG Talent Camp

เมื่อวันเสาร์ - จันทร์ไปร่วม SCG Talent Camp มาแหละ

คือเหมือนเคยได้ยินว่าปูนมีค่ายไปให้ทำกิจกรรมแล้วมีการ Evaluate ไปด้วย แต่นั่นมัน Carreer camp อะเรานึกว่าเป็นยังงั้น อุตส่าห์ตกใจตั้งนาน 555+
ความจริงแล้วค่ายนี้น่าจะชื่อว่า SCG : Free Holiday for the Talented อะไรเงี้ยยยย
 
ค่ายนี้เขาจัดขึ้นมาดีมากๆเลยอะ แบบว่าทุกขั้นตอนเตรียมตัวมาอย่างดี ก่อนไปค่ายก้อมีส่ง message มาหลายรอบ แบบ confirm นู่นนี่ แล้วก้อบอกว่า เตรียมไปสนุกกัน ไรเงี้ยเยอะมาก 555+
อีกทั้งเขายังส่ง mail มาว่า ให้เตรียมชุดนู้นนี้ไปด้วย แล้วมีบอกว่าใครมีชุดคาวบอยให้เอาไปอีกแหน่ะ เราก้อคิดว่า ใครจะบ้ามีฟะ (มีใครเอาไปหรือไม่มีเลยติดตามตอนต่อไป)
ค่ายนี้เป็นค่ายของ SCG อะ เขาจะเอาเด็กที่มีผลการเรียนดีของแต่ละคณะของ 6 มหาลัย คือ CU/ TU/ KU/ KMUTT/ KMITL/ KMITNB มาให้ทุน แล้วก็เข้าค่ายด้วยกันอะ
วันเสาร์ทุกคนเริ่มต้นด้วยการมารวมตัวกันที่บริษัทปูนซีเมนต์เพิ่อเตรียมไปเที่ยว ก้อไปรับบัตรห้อยคออะ แบบว่าบัตรเนี่ยทำมาซะสวยเชียวมีชื่อเล่น มหาลัย แล้วก็ห้องพัก คือมีทุกอย่างเลย แถมมีแบบให้ติด กระเป่าด้วย SCG พี่แกปราณีตโคตรๆ

พอเดินเข้ามาก้อหาคนคุยๆ ก้อได้รู้จักเพื่อนใหม่ นิดหน่อยย ได้รู้จักเวฟ ที่อยู่ภาคเครื่องแต่เราไม่รู้จักมาก่อนด้วย อิอิ
พอเสร็จแล้วก้อมีพี่มาพูดๆเกี่ยวกับ SCG นี่จะใช้มาตรการ CSR (Corporate Social Responsibility) อะคือรับผิดชอบต่อสังคม ประมาณนั้น แล้วโครงการนี้ก้อเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย (เอาเด็กเรียนดีมาให้ทุนและมาเลี้ยง และไปทำกิจกรรมเพื่อ
สาธารณะชน (นิหน่อย)) เหมือนว่าเป็นการชวนเข้าทำงานแบบดูไม่น่าเกลียดอะ 555+
พอพี่พูดเสร็จเราก้อขึ้นรถทัวร์ไปสระบุรี พี่เขาแบ่งเราเป็นกลุ่มๆ 9 กลุ่ม เด็กทั้งหมดมี 120 คนได้ ก็ตกกลุ่มละ 12-13 คนอะ รถทัวร์นี่จะมี 3 คัน คันละ 3 กลุ่ม เราอยู่คันที่ 1 ก็มีกิจกรรมนิดหน่อย พี่เขาพูดตลกดีอะ  ก้อได้เพื่อนใหม่มาอีก นิดหน่อย เขาให้เล่นเกมถามเพื่อนด้วยคำถามที่เค้าตั้งไว้ให้ ก้อได้รู้จักแอร์ที่ชอบกินร้านอาหารอะไรสักอย่าง (ขอโต้ดจำไม่ได้ T_T) แล้วก้อแม๊กที่ชอบไปเที่ยวทะเล เป็นเพื่อนไอ้เอกล้อเล่นด้วย แล้วก้อชื่อป๊อยอยู่บริหารธุรกิจ (จะเห็นว่าสิ่งที่รู้ของแต่ละคนแม่งคนละ Categoryเลย 555+)
 
แล้วเล่นๆเสร็จก็หลับยาววววววววว~~... เดินทางทั้งหมดประมาณ ชั่วโมงกว่าๆเองมั้ง ไม่นานเลยอะ
พอไปถึงก้อกินข้าว แล้วไปโรงเรียน___(ลืมชื่อไปแล้ว) แล้วก็ไปช่วยน้องๆเขาทาสี / ขัดสนิม เครื่องเล่นที่สนามเด็กเล่นกัน เราก็หวั่นๆ แบบว่าเล่นกะเด็กไม่เป็นหนะ พอไปถึงก็มีพี่ๆเขาจัดเด็กเป็นกลุ่มไว้แล้ว 9 กลุ่ม (เหมือนให้พี่ๆดูแลน้องๆไรเงี้ย)
 
คือเขาจัดภาควิชาเดียวกันอยู่คนละกลุ่มหมดเลย แบบว่าพยายามแยกเต็มที่ แหะๆ
 
ไปถึงก็น้องๆดูซนน้อยกว่าที่คิด ดีใจเป็นล้นพ้น พอไปถึงสนามเด็กเล่น ตอนแรกเขาจะให้กลุ่มเราไปทาสีจักรยานเด็กเล่น แล้วก้อเครื่อง Viking (งงหละสิ) บอกไม่ถูกอะแต่คล้ายๆ Viking อันเล็กๆ แต่มันมีรังแตนกระจิ๊ดนึงอยู่ข้างล่าง เขาเลยเปลี่ยนให้มาทาไม้กระดกแทน (เขาเรียกไม้กระดกป่าวหว่า ><) ก้อเลยกลายเป็นไม้กระดก กะจักรยานเด็ก

พี่เขาก็แจกอุปกรณ์มาคือผ้าปิดปาก (กันฝุ่น อนามัยโคดๆ) กระดาษทราย (ชนิดหยาบ Max) แล้วก็แปรงทาสี (เหมือนที่เขาใช้ทาเนยเวลาทำ BBQ อะนึกออกมา 555+) ก้อไปถึงก้อจัดการขัดสนิมกะน้องๆ แบบ สีแม่งงเยอะมากมาย แบบว่าถ้าขัดหมดนี่คงถึงวันกลับกรุงเทพพอดี  ก้อเราก้อพยายามบริการน้องเต็มที่ เห็นน้องขัดท่าไม่น่าจะสบาย เราก็เอากดกระดานหกด้านเราลงไปให้อีกด้านมันสูงขึ้น น้องจะได้ขัดง่ายขึ้น (รึเปล่าหว่า) เออก้อพอขัดไปได้สักพักเห็นกลุ่มอื่นเขาทาสีกันหมดแล้วก็เลยถามพี่ว่าจะให้ขัดไปถึงหนายยยย พี่เขาก้อเลยบอกว่าให้ขัดที่มันเป็นสนิมเฉยๆ สีที่มีอยู่แล้วช่างมัน (ถ้าไม่ขัดที่เป็นสนิมออกมันจะกรอบๆและสีที่มาใหม่ก้อจะหลุดออกมาตามสนิมนั่นอะ) พอขัดของเราเสร็จก็ไปเอาสีมาทา ตอนนี้เราก็มี Mission มาคือจะไม่ให้สีเลอะรองเท้า (เลอะอย่างอื่นช่างมัน) เพราะรองเท้าเรานี่ใหม่มาก คือเป็นรองเท้ากีฬาที่ไม่เคยใช้ พึ่งซื้อมา 555+ เลยถนอมมาก เพราะรองเท้ากีฬาเอามาเดินเที่ยวก้อแย่พออยู่แล้ว ถ้ามาเลอะสีอีกนี่แย่ เพราะมานแพงมากก ><

ก็ทาทาทาทาเข้าไป สวยดีอะสีทาแล้วมันส์มือมาก มีบางช่วงที่คนอื่นขัดสนิมออกไม่หมดทาแล้วรู้เลยว่าไอ้นี่แม่งแปปเดียวหลุดแน่นอน แต่ก้อ ทำไงได้อะนะทาไปแล้วก้อทำเป็นไม่เห็นไป (ขอโทษนะน้องๆ) ช่วงนี้น้องๆเริ่มร่อยหรอ (เริ่มกลับบ้านกันหมดแล้ว T_T) และสีก็ไม่ค่อยจะพอ คือกระดานหกมันมี 5 สี แต่สีที่มีมันเหลือแค่ 3 สีเอง เหมือนแบบ จะทาสีให้เหมือนสีเดิมแต่ โอ๊ะ สีหมดนี่หว่าเลยต้องใช้สีเก่าซ้ำๆไป ก้อทาๆไปสลับกับตี้ ตี้อยู่วิศวะคอมลาดกระบังที่เดียวกะก๊อกด้วย เรารู้จักก๊อกตอนอยู่ IBM อะเลยมีเรื่องคุย 555+ ตี้บอกตี้ได้ที่สาม ก๊อกได้ที่สอง แล้วใครได้ที่หนึ่งหว่า ช่างมันละกัน อิอิ
ทาๆไปพอเสร็จก็จะไปล้างมือ เราก็ไม่รู้มันต้องทาทินเนอร์ก่อนก็ล้างไป อ๊ากไม่ออก ล้างตั้งนานมีคนบอกไปชุบทินเนอร์ซะ พอชุบทีเดียวสีหลุดออกหมดเลย โคตรตกใจ 555+ พอมายืนดูผลงานที่ทาเสร็จแล้ว เอ้อสวยดีเหมือนกันเนอะแต่สีสันนี่ไม่มี Variation เลยคือกระดานหก 6 อันมีสี แดง น้ำเงิน ชมพู แดง น้ำเงิน ชมพู เด็กมันจะชอบมั้ยวะ >< ก้อพอจบก้อมีแจกอาหารให้น้อง พวกของทอดอะ ไส้กรอก ลูกชิ้น เป็นขนมที่ classic มากใครๆก็ชอบกิน (แต่พี่ๆต้องอดใจไว้เพราะเย็นนี้จาได้ไปกินโชคชัย Steak เอิ้กๆ) พี่ๆบางคนก็แจมด้วย เสร็จแล้วก็ถ่ายรูปกะน้องๆ แล้วอาจารย์ก็ออกมากล่าวขอบคุณอย่างรุนแรง แบบเว่อมากอะ ยังกะเรามาสร้างสระว่ายน้ำให้เขา 55+ ที่จริงแล้วมาทำให้ Variation ของสีในสนามเด็กเล่นลดลง
 
และแล้วเราก็บรรลุภารกิจแล้ว คือเสื้อกางเกงเลอะสีนิดหน่อย รองเท้าเลอะนิดนึงแต่เช็ดออกเกือบหมดแล้ว อิอิดีจาย แล้วก็กลับที่พักไปเปลี่ยนชุด (ที่พักเป็นรีสอร์ทอะ แต่จำชื่อยากหงะเดี๋ยวรู้แล้วจะมาเติมให้) พอดีเราไม่ได้เอาชุดมาเผื่อ เลยใส่ชุดเดิม แต่เลอะสีนิดเดียวเลยช่างมันฟะ

แล้วก็เดินทางไปโชคชัย Steak (กูไปนั่งกะตี้เพราะไอ้ฟุกมันมาช้า ขอโต้ดนะไอ้ฟุก ฮ่าๆ) คือว่าไปนานมากกก เป็นชั่วโมงเลยอะ แบบนานกว่ามาจากกรุงเทพอีก เชื่อเขาเลย แล้วก็ไปกิน Buffet กัน เราก็เห็นคนกินขาหมูเยอรมัน แล้วก็อยากกิน (รู้ว่าของแพง ฮ่าๆ) ก็เดินตามคิวเขาเข้าไปปรากฏว่าพอถึงเรานี่ขาหมูจวนจะหมดแล้ว ก็เลยตักมานิดนึง คิดว่า เอาไงก้อได้ เดี๋ยวเขาก็เอามาเติม และแล้วก็เลยมานั่งกิน (โดยที่ไม่รู้ว่าขาหมูมันไม่มาอีกแล้ว T_T) ก็กินๆไปไม่อยากสาธยาย ก็อร่อยดี มีไอติมด้วย แต่ก็ไม่ได้อร่อยแบบเทพขนาดนั้น อิอิ ถือว่าคุ้มละกาน อิอิ (กินฟรีนิจะไม่คุ้มได้งายเนอะ)

ขากลับเราก็เอาไอติมติดมือมาด้วย ว่าจะเอาไปแช่ตู้เย็น แต่ไปๆมาๆไอติมมันทำท่าจะละลายตั้งแต่เอาขึ้นรถมาไม่นานอะ เลยต้องเจี๊ยะมันซะตรงนั้นเลย T_T แบบว่าอิ่มๆอยุ่ต้องมานั่งกินอะไรที่เอามานี่เซ็งมาก 555+
พอถึงที่พักพี่เขาก็ปล่อยให้ไปตามอัธยาศัย เราก็พักกะชานนท์ก็ชวนมันไปเดินเล่นทัวร์ Resort ก็เดินๆๆ ที่พักเราเป็นบ้านเบอร์ A 8 ซึ่งมันจะมีตั้งแต่ A 8 ถึง A 50 ได้มั้ง ซึ่งบ้าน A จะเป็นหลังเดียวกับ B คือบ้านนึงมี 4 ที่นอน A 2 ที่นอน B 2 ที่นอน เราก็ว่ามันเยอะแล้วนะ พอเดินๆไปเจอบ้านเบอร์ H 198 โหมันห้องเยอะขนาดนี้เลยหรอ บ้าน H มันอยู่รอบนอกของรีสอร์ทอะเลยมีบ้านเยอะ แต่มันก็เยอะโคดๆอยู่ดีอะนะ มีหอชมวิวด้วย แต่ตอนนี้เหมือนมันเป็นหอผีหลอกมากกว่า คือมืดมากมาย
 
วันรุ่งขึ้นก็ตื่นเช้ามา ทานอาหาร (เป็น Breakfast ของโรงแรม) แล้วก็ไปเขาใหญ่ ก็ขึ้นรถทัวร์ไปต่อรถสองแถวที่เขาใหญ่ แบบสนุกดีอะได้นั่งรถอย่างอื่นบ้าง รถก็กระเด้งนิดหน่อยไปตามเนินของเขาใหญ่ บางทีเนินชันๆเราก้อไหลไปชนคนอื่นด้วยหงะ (ตี้มันก้อไหลมาชนกรู กรูก้อเลยต้องไหลไปชนอีกคน หาข้ออ้างๆ) อิอิ
 
ก็วันนี้พี่เขาบอกจะมาทำโป่งผีเสื้อ โป่งนี่ก็เหมือนเป็นหลุมลงไปในดิน (เราว่าน่าจะเรียกว่ายุบมากกว่าโป่งหงะ) แล้วคือปกติสัตว์มันจะกินดินสีแดง ซึ่งมีแร่ธาตุเยอะ แล้วทีนี้พอแร่ธาตุมันหมด เราก็เอาเกลือ / แร่ธาตุต่างๆมาเติมให้กับดิน แล้วเวลาสัตว์มากินมันจะได้มีแร่ธาตุเพียงพอหละ แต่เราจะไม่เห็นสัตว์มากินหรอกนะ เพราะมันจะมากินตอนกลางคืน ซึ่งเขากั้นไม่ให้มีรถวิ่ง / ห้ามส่องสัตว์แล้ว มันก็จะออกมากิน
 
วิธีทำโป่ง คือโรยเกลือลงไป แล้วก็โยนก้อนแร่ธาตุลงไป (มันคล้ายๆกับก้อนอิฐอะ) แล้วก็คลุกๆๆ ซึ่งพี่เขาเด็กแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ก็ตกกลุ่มละ 50 กว่าคนได้ เยอะเนอะ หลุมเล็กนิดเดียว เพื่อนๆก็ได้ไปขุดกันคนละ 5-6 ที เราก้อยังไม่ได้ลงไปทำไรเลย ก็เสร็จซะแล้ว

เสร็จแล้วก็กลับมาฟังบรรยาย (ได้ข่าวว่ากำหนดการเดิมมีเที่ยวเขาใหญ่ด้วย T_T ทำไมหายไปไหนไม่รู้หง่า แงงงง) พอจบเขาก็ ขอบคุณแบบมากมายอีกแล้ว ยิ่งวันนี้กรูยิ่งรับไม่ได้ ไปแทบไม่ได้ทำอะไร ความจริงพี่เขาทำให้ดูก็เกือบเสร็จแล้วอะ เหมือนว่าเขาทำเองเสร็จเร็วกว่าแน่ๆอะ 555+ เสร็จแล้วก็ไปกินอาหารกลางวัน เป็นข้าวกล่องหงะ ชานนท์กะเรากินฉู่ฉี่ปลา เราก็ว่าเฉยๆ บิ๊กกับตี้กินข้าวผัดอเมริกัน มันก็ว่าเฉยๆ เราได้ยินคนอื่นกินข้าวผัดฮ่องเต้แล้วบอก ข้าวผัดอะไรฟะ มีแต่หมูหยองชัดๆ ฮ่าๆๆ ก้อเราแอบไปดูแล้วแหละว่ามันมีแต่หมูหยองกับกุนเชียงนิ๊ดนึง เลยไม่หยิบมา เสียใจด้วยนะครับ ฟังแต่ชื่อคงไม่รู้หรอก ฮ่าๆ กินกันเสร็จแล้วก็กลับที่พัก

ระหว่างทางก็แวะจุดชมวิว แล้วก็ถ่ายรูปๆๆ เจ๊ทิพย์ก็ท่าทางชอบถ่ายรูปมาก แบบถ่ายๆๆ แชะๆๆ มากมาย เราเลยเกาะเจ๊เค้าไว้ เพราะเราไม่มีกล้องแต่อยากมีรูป 555+
 
พอมาถึงที่พักเขาก็มีกิจกรรม Workshop ให้ไปคิดโครงการเพื่อสาธารณชนมากลุ่มละ 1 โครงการ แล้วเอามาแสดงเป็นละครอะ (เรานี่เล่นละครเก่งมากเลยยยย T_T) กลุ่มเราก็ทำโครงการครูอาสา แบบเป็นครูไปสอนเด็กๆต่างจังหวัดไรเงี้ย เขาเปิดเพลงที่บอยแต่งให้ SCG ด้วยอะ เพราะดี
 
ตอนไปประชุมกันก็มีผึ้งมาบินตอม ตอมไปตอมมา ต้องนั่งปัดกันอุดตลุด ย้ายที่แล้วมันก็ยังตามมาอีก กลุ่มเราก็ช่วยกันวาง Plot เรื่อง / ตัวแสดง เราไม่ค่อยได้ช่วยเท่าไหร่อะ 555+ ไปๆมาๆอยากให้โปรแสดงให้หมดเลย รู้สึกพี่แกโปรเรื่องการแสดงจริงๆ

และแล้วก็ถึงเวลาแสดง เพื่อนๆก็มารวมกลุ่มกันที่ลานของโรงแรม ซึ่งก็มีปาร์ตี้บาร์บีคิวรออยู่ แต่เราก็ยังไม่กินเพราะมันจะแสดงแล้ว ก็เลยว่าแสดงเสร็จค่อยมากินทีเดียวดีกว่าเนอะกลุ่มเราก็ไปเป็นกลุ่มแรกเลย ก็นะจะได้ไม่มีที่เปรียบเทียบ แต่ตอนไปแสดงนี่เงียบกริบกันหมดเลย แบบว่ามุขแป้กพอๆกับเรื่องก่อนบ่าย The movies ยังไงยังงั้นเลย (แค้นมันไม่หาย 555+) พอแสดงเสร็จลงมาจากเวทีก็เลยมากินนู่นนี่มากมาย ก้ออร่อยดีนะ เรากินกุ้งเผาไป N ตัวได้อะ 555+
 
พอแสดงกันก็ครบทุกกลุ่ม เขาก็มีให้ Vote เราก็ชอบการแสดงของก๊อกมากที่สุดเลยอะ คือเราเคยเจอ ก๊อกมาตั้งแต่ IBM แล้ว เจ๊แกเป็นคนที่ตลกแบบ innate คือไม่ต้องเล่นมุขอะไรก็ตลกแล้วอะ ฮามาก เออลืมบอกไป ก๊อกแต่งชุด(ตรา)คาวบอยมาด้วยแหละะะ ที่คิดว่าไม่มีใครแต่งมานั่นก็ไม่จริงเลย อิอิ พอเสร็จแล้วก็มี Vote กลุ่มที่ชอบ ไอ้เราก็เห็นแก้วที่ Vote กลุ่มเราไม่ว่างก็ดีใจแล้วอะ 555+ และแล้วกลุ่มก๊อกก็ได้ Vote สูงสุดไป ไม่รู้เพราะคนอื่นหรือเพราะก๊อกนะ แต่เรา Vote กลุ่มนี้เพราะก๊อกอะ 555+
 
พอกลางคืนก็มีคาราโอเกะ เราก็อยากร้องมากมายแต่ไม่กล้าหวะ มานมีแต่คนร้องเพราะๆ (บิ๊กที่นั่งข้างๆเราซึ่งมีท่าทางอยากร้องมานานแล้ว ในที่สุดก็ทนแรงต้านจากตัวเองไม่ไหว ออกไปร้องเพลงอะไรสักอย่างของ Peace Maker (รึป่าวหว่า) ด้วยอะ 555+ เสียงมันดีเหมือนกันเนอะ) แล้วต่อมาก็เป็นเทศกาลถ่ายรูป เราไม่มีกล้องเซ็งมาก เลยต้องไปเกาะคนที่มีกล้องด้วย (เจ๊ทิพย์นั่นเอง) อิอิ
 
ตอนเช้าก็กินอาหาร (เหมือนอาหารเช้าเมื่อวาน 90%) แล้วกลับ SCG มารับทุนตอนบ่าย (ไม่บอกว่าเท่าไหร่ เดี่ยวจะมีพวกมาให้เลี้ยงอีก 555+) แล้วก็กินเลี้ยงตอนเย็นแล้วกลับบ้าน
แบบว่าตอนก่อนรับทุนเขามี VDO กิจกรรมที่ทำไปมาให้ดูด้วยอะ มีหน้ากรูด้วย อายหวะ หุหุ ก่อนกลับก้อโดนเจ๊ทิพย์เรียกไปถ่ายรูปอีกแล้ว ดีใจๆ จะได้มีรูปอีก อิอิ
 
สรุปแล้วรวมๆก็สนุกอะ Trip นี้ เห็นได้ชัดว่า SCG ทำอะไรนี่ใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆอะ แบบว่ากิจกรรมทุกอย่างมีการวางแผนที่ดี ตรงเวลา แล้วก็สนุกมีสาระด้วยอะ ก็ได้เพื่อมหาลัยอื่นเยอะเหมือนกันด้วย อิอิ ก็ขอจบไว้เท่านี้ละกันเหนื่อยๆ

Mobile Application : The Money Maker

ทำไมก็ไม่รู้นะ แต่ก่อนเรารู้สึกว่าการเขียน Application บนมือถือเนี่ย มันไม่น่าจะสนุกเอาเสียเลย เพราว่า Resource ก้อน้อย Process ก้อช้า แถมต้องมานั่งระวังอะไรไม่รุเช่นพวก Memory Leak อีก เลยคิดว่าทำพอทำเป็นก็คงพอละมั้ง
 
แต่พอมาเดี๋ยวนี้รู้สึกตัวเองเขียนโปรแกรมมือถือมากขึ้นทุกๆวัน ส่วนหนึ่งคงเพราะ ปลา กะ จิงจิง ชวนไปแข่งนู่นนี่มากมายด้วย อีกส่วนก็เพราะเราคิดว่าไอ้โปรแกรมแบบนี้มันจะชิงรางวัลจากการประกวดได้ง่ายกว่าการเขียน Application บน Computer อะ เพราะว่าคนที่ทำในด้านนี้เป็นยังมีไม่มาก (ช่วงหลังๆนี่ได้รางวัลที่ 1 ตลอดเรย >< แต่เราคิดว่าที่ได้ที่ 1 มาเพราะว่าเจ๊ปลากะจิงจิงนี่ขยันมาก 555+)
 
โปรแกรมมือถือในปัจจุบันเราคิดว่ายังเป็น Business ที่ยังโตไม่เต็มที่เท่าไหร่ คือว่ายังไม่ค่อยมี Killer Application เท่าไหร่เลยอะ (ลองดูมือถือแต่ละคนมีโปรแกรมซ้ำกันไม่ค่อยเยอะหรอก ใช่ม้า) เลยคิดว่าไอ้นี่อาจจะเป็นหนทางในอนาคตของเรา (และคณะบุคคลสานฝันด้วยคอม กร้ากๆ) ก้อได้ 555+ เพราะเขียนโปรแกรมไปสักพักก้อรุสึกไม่ค่อยแตกต่างกะเขียนใน Windows เท่าไหร่แล้ว ยกเว้นพวก IDE งี่เง่าอะนะ อิอิ
 
สู้ต่อไปทาเคชิ สงสัยได้เรียนโทไปทำโปรแกรมมือถือไปแน่ๆเลย อิอิ น่าหนุกจัง

บัลลังก์เมฆ The Musical

วันนี้ไปดูละครเวที บัลลังก์เมฆ มา สนุกมากเลยยย ไปดูที่โรงละครรัชดาลัย ที่ Esplanade คงเพราะเราชอบละครเพลงอยู่แล้ว แล้วก็ชอบละครเวทีมากกว่าด้วยอ้ะ
ละครบัลลังก์เมฆรอบนี้เป็นรอบสุดท้ายที่นก สินจัยจะแสดงเป็นปานรุ้ง (ตัวเอกของเรื่อง) แล้วอะ นึกแล้วก็ดีใจที่ได้มาดู เพราะเราชอบการแสดงของเค้ามาตั้งนานแล้วอะ แบบว่ามืออาชีพสุดๆ

เราชอบละครเวที เพราะว่ามันเห็นเป็น 3 มิติ เห็นท่าทาง การแสดงต่างๆ ทั้งทางสีหน้า การกระทำต่างๆ รวมถึงน้ำเสียงของตัวละครด้วย อีกทั้งยังเห็นพวกการสลับฉาก เห็นอะไรมากมายที่การดูหนังโรงไม่เห็น ซึ่งทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครมากกว่า แบบว่าหนังโรงเทียบไม่ติดสุดๆเลยอะ หนังโรงมันเน้นพวก Effect ต่างๆ แต่ละครเวทีมันจะเน้นที่ความสามารถของนักแสดงมากๆเลย คือว่าถ้าเขาแสดงได้เข้าถึงอารมณ์ ทั้งการกระทำ สีหน้าท่าทาง และน้ำเสียงที่เปล่งออกมานี่จะเยี่ยมสุดๆไปเลย

แล้วก็ที่เราชอบละครเพลง ก็เพราะว่าละครเพลงมันทำให้ผู้ชมเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลง รวมถึงเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครได้ดีจากเพลงนั้น ซึ่งบางครั้ง เพลงเพลงนึงอาจจะบอกเรื่องราวได้ดีกว่าคำพูดเสียอีก ในหนังเรื่องนี้ก็มีทั้งเพลงที่แต่งเอง แล้วก็เพลงที่เอามาเปลี่ยนเนื้อร้องนิดๆหน่อยๆ เช่นเพลงคนไม่สำคัญ ก็มีเอามาเปลี่ยนเนื้อร้องงนิดนึง แบบว่าเพราะมากๆเลยอะ คือว่าเพลงที่ฟังมันจะเพราะทุกเพลงเลย เพราะว่านักร้องร้องดี แล้วก็มันกะลังอินกะละครอยู่ด้วย เพลงนี่เขามีวง Orchestra เล่นกันสดๆด้านล่างเวทีเลยด้วยอะ (เรานั่งชั้นบนนี่แอบเห็น Conductor จากช่องที่เปิดออกมาด้วยอะ)
 
รอบที่เราไปดูเป็นรอบสุดท้าย นั่งไกลด้วยเลยไม่ค่อยเห็นหน้าคนแสดงเท่าไหร่ >< อิอิ
 
นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ไปดูละครที่โรงละครรัชดาลัย ที่ Esplanade (เป็นครั้งแรกที่ไป Esplanade เหมือนกัน 555+) ฉากนี่แบบหรูหรามาก ฉากที่สลับไปมาจากด้านบน เช่นฉากบ้านนี่ก็หรูมาก มีประดับไฟด้วย ส่วนที่เราชอบที่สุดก็คือตรงกลางของเวทีอะมันจะเป็นพื้นที่หมุนๆได้เป็นรูปวงกลม(นึงถึงโต้ะที่มันหมุนตรงกลางได้เป็นรูปวงกลมอะ ประมาณนั้น แล้วเอาไปวางไว้เป็นระนาบเดียวกับพื้นอะ) เวลาเขาจะเปลี่ยนอุปกรณ์ประกอบฉากเขาก็เอาอันใหม่มาใส่ในครึ่งวงกลมนึง (ซึ่งคนดูจะไม่เห็นเพราะฉากบังอยู่) แล้วก็สลับออกมา บางทีก็ใช้สลับคนเข้า-ออกด้วย แบบเท่มาก อีกอย่างก็คือมันใช้แสดงการเดินของตัวละครได้ เช่นมีตอนนึงเป็นบทเดินไปหาแม่ที่เตียง ก็จะมีเตียงอยู่ที่แผ่นหมุนนั้น ตัวแสดงก็จะเดินไปข้างหน้าบนแผ่นหมุน แผ่นมันก็จะหมุนๆๆ ซึ่งทำให้เหมือนเดินอยู่กับที่ แล้วเตียงก็จะค่อยๆใกล้เข้ามา ทำให้เหมือนว่าตัวแสดงเดินได้ โดยที่รายละเอียดทุกอย่างยังอยู่ตรงกลางเวที หน้าคนดูเหมือนเดิม ชอบมากๆ ถ้าเป็นปกติแล้วจะต้องเดินไปที่เตียง ทำให้ตัวละครไม่อยู่กลางเวที และไม่เด่นเท่าที่ควรนั่นเอง
บางครั้งการเปลี่ยนฉากก็ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรมาก แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างรุนแรง คือฉากนึงเป็นฉากที่ท่าเรือ มีลังไม้อยู่มากมาย พอเขาจะตัดฉากมาเป็นฉาก Party ก็แกะพวกลังไม้ออกมาเป็นโต้ะ แล้วมีแก้วไวน์วางอยู่มากมาย คือแบบว่าชอบมากเลยอ้ะ Creative โคดๆ
 
นักแสดงก็แสดงได้ดีนะ แบบว่านก สินจัย นี่แสดงสมกับเป็นมืออาชีพจริงๆ คือเรานี่อินไปกับทุกบทของเขาเลยอะ เวลาร้องเพลงก็ร้องเพราะมากมาย การเล่นละครก็สื่ออารมณ์ออกมาได้ดีมากๆ ชอบๆ คนอื่นก้อแสดงดีนะ บี้ก้อเล่นดีอะสำหรับมือใหม่ 55+ ส่วนเรื่องร้องเพลงก้อเพราะอยู่แล้วแหละ แต่กบ ทรงสิทธิ์นี่เสียงนุ่มมากมาย ร้องเพลงเพราะโคดๆ นักร้องคุณภาพจริงๆอะ แต่บทน้อยไปหน่อย แหะๆ
 
สรุปแล้วไปดูนี่คิดว่าคุ้มมากๆ อยากไปดูละครเวทีที่มานเป็นละครเพลงอีกจังเลย ใครมีตั๋วฟรีไม่มีคนไปดูเอามาให้เราได้นะ 555+

ทะลายรังต่อ ทะลวงรังแตน!

คือว่าวันนี้พ่อเราจ้างเทศบาลมาทำลายรังต่อ ที่กวนใจอยู่บนต้นมะม่วงหลังบ้านมานาน คือว่ามันเคยกัดคนงานบ้านเราจนเจ็บไปหลายวันเลยอะ น่ากลัวมาก เขาบอกว่าถ้าต่อกัด 4-5 ตัวนี่ถึงตายเลย น่ากลัวจริงๆ
 
ความจริงที่เรารู้เรื่องพวกนี้ก็เพราะได้ยินเทศบาลพูดกะปากเองอะ 555
เรื่องมีอยู่ว่าเช้านี้เรานอนๆอยู่พ่อก้อโทรมา ก้องัวเงียไปรับ พ่อบอกว่าจ้างเทศบาลมาจัดการรังต่อที่ต้นมะม่วง เดี๋ยวสักพักเขาจะเข้ามาดูสถานที่ก่อน แล้วดึกๆก้อจัดการอีกที แล้วให้บอกคนข้างบ้านด้วยว่าดึกๆให้ปิดหน้าต่างให้หมด กันต่อมันเข้ามา เราก้อ ครับๆ แล้วก็ไปนอนต่อ
สักพักก้อได้ยินเสียงคนเปิดประตูบ้านเข้ามา (เราก้อไม่ไปเฝ้าเขาเล้ยย ก้อมันง่วงนี่นา T_T มีคนงานที่บ้านดูอยู่ อิอิ) แล้วมาดูรังต่อ เสดแล้วก้อไปพูดกะคนข้างบ้าน (เย้ เราไม่ต้องบอกคนข้างบ้านแล้ว 555+)
 
เทศบาล : วันนี้ดึกๆพวกผมจะมาเผารังต่อตรงต้นมะม่วงนี้นะครับ (โอ้วเขาใช้การเผานี่เอง ตอนแรกแอบคิดเล่นๆ ว่าเขาใช้ถุงพลาสติกครอบแล้วเอาไปรมควันกินได้ป่าว 555+)
คนข้างบ้าน : หรอคะ แล้วไม่มีวิธีไม่ให้มันตายเลยหรอคะ (เอาถุงครอบแล้วไปทิ้งในป่าอะเมซอนคงช่วยได้อะนะครับ)
เทศบาล : ก็ต้องทำใจหนะครับ ไม่มันตาย เราก็ตาย ต่อนี่ 4-5 ตัวกัดคนนี่ตายได้เลยนะครับ (ทำไมเรายังฟังอยู่ฟะ ง่วงนอนแต่อยากรู้อยากเห็นอะ)
คนข้างบ้าน : ถ้ายังงั้นเดี๋ยวไปบอกคนแถวนี้ให้แล้วกันนะคะ (เย้ หน้าที่กูหมดแล้ว)
 
แล้วบทสนทนาก้อหายไป (หรือเพราะเราหลับไปแล้วไม่อาจทราบได้)
 
พอตอนเย็นประมาณ 2 ทุ่มก็มีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาที่บ้าน (พวกเทศบาลหนะแหละ แต่ตอนเช้าเราไม่เห็นหน้าเขา ได้ยินแต่เสียง)
เขาบอกให้ ปิดหน้าต่างให้หมด ความจริงเราปิดไว้แต่เช้าแล้ว วันนี้เลยบ้านแอบร้อนเลย อิอิ
แล้วเขาก้อบอกให้ ปิดไฟ เพราะถ้าต่อมันออกมาจะได้ไม่บินมาเข้าบ้าน (สอดคล้องกับการปิดประตูหน้าต่าง security++) เราก้อปิดๆๆๆ เหลือไฟคอมพิวเตอร์นิดนึง คงไม่เป็นไรมั้ง ถ้าต่อมันจะเข้ามามันคงโดน CPU Pentium ช๊อตตายอะเนอะ
แล้วเขาก้อจุดไฟเผาที่รังต่อ น่าสงสารมาก เหมือนกับนอนๆอยู่บ้านไฟไหม้ไรเงี้ย T_T ไม้จุดไฟเขาใช้เหมือนกับคบเพลิงสมัยโบราณเลยหงะ
 
และแล้วรังต่อก้อถูกเผา ระหว่างการเผาจะมีสะเก็ดรังร่วงๆงมาด้วย แต่พอดีแม่งร่วงลงไปข้างบ้านหมดเลย สงสารข้างบ้านแฮะ
เผาๆไปเรื่อยๆก็เริ่มเห็นโครงสร้างข้านในรังมัน เพราะนอกรังถูกเผาไปแล้ว ... สักพักรังมันก้อหลุดจากต้นไม้ร่วง ตุ้บ ลงมา ... (แน่นอน ลงข้างบ้าน 5555+)
กลุ่มเทศบาลก็ไปข้างบ้านเก็บเอาเศษซาก และรังต่อกลับไป (เอาไปทำไรหว่า ต่อนี่ผลิตน้ำหวานแบบผึ้งป่าววะ 555+)
 
แล้วการทะลายรังต่อก้อจบลงด้วยความตกใจเล็กน้อย แล้วก้อเปิดไฟและทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิม ยกเว้นวิญญาณต่อตัวน้อยๆที่น่าจ๋งจ๋าน แต่ก้อเนอะ ไม่มันตายก้อเราตายหงะ T_T
 
ปล. ถ้าใครยังสงสัยชื่อ Topic ก้อจะบอกว่าไม่มีรังแตนให้ทะลวงหรอก 555+ ตั้งให้คล้องกันเฉยๆหงะ

ของแปลกๆที่ลาว

วันเสาร์ถึงวันจันทร์ไปเที่ยวลาวมาแหละ
 
แต่ขี้เกียจพิมพ์หวะว่าไปไหนมาบ้าง 555+ เอาเป็นว่าน้ำตกตาดเยื้อง สวยมากกกก
การไปเที่ยวลาวครั้งนี้ได้เห็นอะไรแปลกๆมากมายดังนี้
 
- ถ้าไปประเทศลาว จะเข้าใจภาษา 90% ของภาษาที่นั่น เพราะว่า 50% ของที่นั่นใช้ภาษาไทย เพราะว่าตั้งแต่ของกินพวก เนย ขนม ยันของใหญ่ๆอย่างลิฟต์ เขา Import มาจากไทยเยอะมากกก ส่วน 50% ที่เป็นภาษาลาว เราก้อสามารถเข้าใจได้ถึง 80% เพราะตัวอักษรที่นั่นสามารถ Map ได้เกือบ 1-1 กับภาษาไทยเลยทีเดียวว !!!
- มีขนมอันนึงชื่อ "รวยเพื่อน" ด้วย เป็นขนมกรอบๆ สีเหลืองนวล รูปร่างเป็นแท่งสี่เหลี่ยมบิดเป็นเกลียว ด้านหน้าเป็นรูปกุ้ง คุ้นๆไหมหละ 555+
- กฎหมายที่ลาวนี่แรงมากมาย อย่างน้อยก็เรื่องการขโมยอะ คือว่าฝ่ายไหนถูกกล่าวหาว่าขโมยนี่จะโดนโทษครึ่งนึงเลยแม้จะยังยังไม่มีพิจารณาคดีอะไรทั้งสิ้น ถ้าใครสงสัยว่า อ้าวแล้วไม่มีการโทษกันมั่วๆหรอ อันนี้ก้อไม่ทราบเหมือนกัน แต่คงไม่มีมั้ง อิอิ เป็นอย่างนี้แล้ว ที่ลาวเลยไม่มีการขโมยกันเกิดขึ้นเลยหละ ดีเนอะไทยน่าเอามาใช้บ้าง
- มีเครื่องทำน้ำอุ่นที่นั่นบางเครื่องเป็นระบบแก้สด้วย (ไม่รู้ไทยมีป่าว) คือว่ามันจะมีที่หมุน ตอนแรกเราก้องงอยู่นานว่าเอ๊ะเปิดยังไง พอทำตาม instruction ไปหมุนไปมันดัง แก๊ะ แล้วมีไฟพุ่งขึ้นมา ยังกะเตาแก๊สแหนะ -*- ไม่กล้าใช้อย่างรุนแรง มารู้ทีหลังว่ามันปลอดภัยกว่าแบบไฟฟ้าซะอีกอะ แหงะ แต่ทำใจยากนะเนี่ย ><
- ที่ลาวมีศัพท์แปลกๆใช้เรียกสิ่งของมากมาย เช่น ถุงพลาสติกที่นั่นเรียก ถุงยางอนามัย ผ้าเช็ดมือเรียก ผ้าอนามัย ... อนามัยจริงจริ๊งงง ส่วนของที่ไทยเรียกยังงั้นจริงๆ ที่ลาวจะเรียกเป็นชื่อยี่ห้อเอา รู้สึกจะไม่มี general name อะนะ
- ... มีอีกมากมายขี้เกียจพิมพ์แล้ว 555+

โฆษณา Brand

ดูมาหลายทีละรู้สึกหงุดหงิดมากกับโฆษณา Brand อะ
 
ถ้าใครไม่เคยดูจะเล่าให้ฟัง คือมันมีเด็กกลุ่มนึงทำลูกบอลตกลงไปในน้ำ แล้วเอาไม้เขี่ยไม่ถึง เลยมีเด็กคนนึงเดินเข้ามา แล้วดื่มแบรนด์ เสดแล้ว ปิ้งงงง เกิดไอเดียขึ้นมา
เด็กคนนั้นเอาขวด Brand (ไม่รู้ว่าหมดหรือยังนะ) โยนลงไปในน้ำด้านหลังลูกบอล แล้วก็ ตู้มมม ขวดแบรนด์กระทบน้ำแล้วเกิดคลื่อนน้ำ ลูกบอลก็ลอยกลับมา เราก็งงมาก ไอ้คลื่นน้ำจากขวดแบรนด์อะ มันแรงพอให้ลูกบอลลอยกลับมาเลยหรอวะ (ถ้าขวดแบรนด์เปล่าๆยิ่งไม่มีทาง แต่ถ้าขวดมันเต็มก็แสดงว่าเด็กมันทำเสียของมากมายหงะ)
แล้วที่ยิ่งทึ่งกว่านั้นก็คือ พอตอนหลังขวดแบรนด์นั้นมันก้อลอยกลับมาที่ฝั่งให้เด็กนั่นเก็บขึ้นมาได้อีก โอ้ววว คิดได้ไง ผิดหลักฟิสิกส์อย่างรุนแรงอะ ถ้าลูกบอลลอยกลับมา ขวดแบรนด์ก็ควรลอยออกไปอีกทางใช่มะหละ
 
แปลกใจมาก และหงุดหงิดใจทุกครั้งที่ดูโฆษณานี้เลยอะ ก้อเข้าใจว่าเขาพยายามจะสื่ออะไร แต่ก้อน่าจะทำอะไรให้มันสมจริงกว่านี้หน่อยซี่ ... หรือเราคิดมากไปเองไม่รุหงะ T_T

งานประชุม Speech Conference

ปล. นิยามคำศัพท์ใน Blog Entry นี้ => วันนี้ = 15 พ.ย. วันพรุ่งนี้ = 16 พ.ย. เพราะเราเขียนไว้ก่อนเที่ยงคืนอะ 555+
 
วันนี้ไปงานประชุม Speech Conference มาแหละ (งานประชุมของกลุ่มคนที่ทำ Speech Recognition, Text-to-Speech) งานมีวันที่ 15 พ.ย. กินเวลาทั้งวัน งานเริ่ม 9 โมงเช้า ถึง บ่ายสาม งาน Speech Conference นี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ครั้งแรกจัดต้นปีนี้มั้ง จัดติดกันมากเลยเพราะครั้งมีวิทยากรต่างประเทศ ซึ่งเป็นบุคคลระดับ Big ในวงการนี้เขาว่างมาให้คำบรรยายเราได้
ตอน 9 โมงเราก็ไปถึงมหาลัย เดินเข้าไป อ๊าก ไม่มีเพื่อนๆเลยแม้แต่คนเดียว T_T (ความจริงก็พอเข้าใจ เพราะเพื่อนที่มามหาลัย ก็เพราะมีเรียน ส่วนเพื่อนที่ไม่มีเรียน มันก็ไม่มา (สรุปได้ว่า ไม่มีเพื่อนที่มา และไม่มีเรียน)) แต่เราทำ Senior Project เกี่ยวกะเรื่องนี้พอดี เลยจะมาฟังดูว่าเดี๋ยวนี้เขาทำอะไรไปถึงไหนแล้วบ้าง (ความจริงไม่มาไม่ได้แหละ T__T) ก้อเลยไปนั่งกะ อ.อติวงศ์กะพี่โรจน์ (อ.ที่ปรึกษา Senior Project กะพี่ที่ทำ Project คล้ายๆกัน)
 
พอสักพักก็เริ่มการบรรยาย โดย ดร.สุดาภรณ์ เป็นคนกล่าวเริ่ม (ดร.สุดาภรณ์เป็นคนที่เก่งด้านภาษาศาสตร์มาก ซึ่งการทำพวก Speech เนี่ยก็ต้องใช้ความรู้ทางด้านนี้มารวมด้วย) ดร.ก็พูดๆเกี่ยวกับวงการ Speech ในปัจจุบันไป สักพัก แล้วก็พูดเรื่องประมาณว่าอยากให้มีคนรุ่นต่อๆไปมาสานต่อการทำงานเกี่ยวกับ Speech แล้วเขาก็ถามว่า "มีนิสิตปริญญาตรีอยู่ที่นี่มั้ย" อ้าวกูนี่หว่า แล้วรุสึกไม่มีคนอื่นอีกแล้วด้วย กูเด็กสุดเลยใช่มั้ยหนะ อิอิ ก้อเลยยกมือไป อาจารย์ก็มอบหนังสือให้มาเล่มนึงด้วยแหละ อิอิ ดีใจมาก (เย็นวันนี้เราเลยเอาไปเคลือบพลาสติกเรียบร้อย) แล้วก้อฝากฝังให้เป็น seed เมล็ดต่อไปของวงการ (เมล็ดเน่าก็ยังเป็นเมล็ดใช่มั้ยครับอาจารย์ อิอิ)
 
ท่านที่สองที่มาพูด เป็น ดร. ชัย (ไม่ใช่ Series ช. ในคณะเรานะ) ท่านเป็นบุคคลที่สำคัญมากในวงการนี้เลยหละ ท่านทำงานอยู่ที่ Nectec ซึ่งร่วมมือกับจุฬาในการพัฒนาเครื่องมือต่างๆมาตลอด (ฐานข้อมูล Lotus ก็เอามาจาก Nectec นี่แหละ Web thaispeech ดร.ชัยก็เป็นคนจัดทำขึ้น) ดร.ชัยนี่พูดสนุกมากเลยอะ ฟังแล้วเพลิน (ดร.ชัย พูดไปสักพักก็เห็นพี่นาถเดินดุ่ยๆเข้ามา มาสายยยยย) ดร.เขาก้อพูดเกี่ยวกับว่าปัจจุบันในเมืองไทยเนี่ย วงการ Speech ยังไม่เติบโตเท่าใดนัก ไม่คอยมีนักวิจัยมาทำ เขาบอกส่วนใหญ่เนี่ยจะไปทำพวก Image Processing ซะมากกว่า เพราะมันเห็นภาพมากกว่า (Speech Recognition คนทำจะรู้สึกมองไม่เห็นภาพอะ แต่เราทำเราก็ว่ามันสนุกดีออก อิอิ) แล้วก็ยังขาดบุคลากรมากมายในวงการนี้ (เราเลยรู้สึกดีมากที่เป็นส่วนหนึ่งที่มาช่วยเขาทำไรพวกเนี้ย อิอิ) แล้วก็พูดว่าในปัจจุบันเมืองไทยยังขาดการวิจัยด้านใดบ้าง ได้ความรู้ดีๆ
 
ต่อมาก็เป็น อ.อติวงศ์ มาพูดต่อ ตอนต้น อ.ก็พูดว่า จะขอพูดสั้นๆเพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว (เนื่องจาก ณ ขณะนั้นงาน delay ไปจาก schedule พอสมควร) แต่แล้วอาจารย์ก็พูดติดลม กลายเป็นเลย schedule ไปใหญ่เลย อิอิ อ.พูดเกี่ยวกับการ segmentation ที่ อ.ได้ commit กับเขาไว้เมื่อประชุมครั้งที่ 1 (ซึ่งเราไม่ได้มา) แล้วก็มีความก้าวหน้าของ Speech Recognition ใน SLS Lab ซึ่งอยู่ที่คณะวิศว.จุฬา. ซึ่ง อ.ก็ได้พูดถึงโปรแกรม PVA ที่เอาไปประกวด Imagine Cup ด้วยแหละ โคตรอายเลย 555+ โปรแกรมกากๆ อ.พูดได้ฟังดูยิ่งใหญ่มาก ก็ได้ความรู้มากมาย ว่าการ Recognition ปัจจุบันเนี่ยภาษาไทยยังมี Accuracy ไม่ถึง 60% เลยอะ น้อยมาก ซึ่งทำให้ต้องมีการวิจัยพัฒนาต่อไป
 
ต่อจากนั้นก็เป็นพักทานของว่าง ... ของว่างที่นี่เยอะมากกก ยังกะจะให้กินข้าวกลางวันยังไงยังงั้น แต่ว่าเราก้อกินหมดอยู่ดี 555+ มีขนม 3 อย่าง + น้ำส้ม.. เยอะ max
 
แล้วก็ต่อมาเป็น อ.จาก KMUTT (บางมด) พูดเกี่ยวกับ Speech Recognition ซึ่งเอาไปใช้กับ Embedded System ซึ่งจะมี Concern เกี่ยวกับ Time และ Speed (เอ๊ะมันอันเดียวกันนี่หว่า) ไม่ใช่ๆ ... คือ Concern เรื่อง Speed กะ Memory มาก คือเขาจะต้อง Recognize ได้ในเวลาที่เร็ว (Process เร็ว) และใช้เนื้อที่เก็บข้อมูลต่างๆน้อย ซึ่งฟังแล้วก็ได้ความรู้ดี เพราะบางอย่างเราเห็นว่ามันดีแล้ว เช่น Algorithm DTW ซึ่งเป็น Dynamic Algorithm (เนื้อที่(+)แลกเวลา(-)) ซึ่งจะใช้ Memory เยอะมาก เขาเลยปรับปรุงให้มันใช้ Memory น้อยลงได้
ตอนเที่ยงก็เป็นดูงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ก็ได้ดูหุ่นยนต์สั่งงานด้วยเสียงของบางมด (ใช้ Speech Recognition หน่อยนึง เดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หมดและ -*-) กับหุ่นยนต์เล่น OX ด้วยเสียงของธรรมศาสตร์ (เซงมากมันเป็นแขนกลมาหยิบตัว OX ไปเล่น แล้วสั่งด้วยเสียงอีก เออกูหยิบเองง่ายกว่าร้อยเท่า 555+) มี Program VAJA 5.0 ซึ่งเป็น Text-to-Speech ของไทยที่ดีที่สุด (มั้ง) ในตอนนี้อะนะ แล้วก็มีเกมที่คล้ายๆที่เราทำให้ อ. อติวงศ์ด้วย อิอิ
 
เสดแล้วก็กินอาหารกลางวัน (ที่พี่นาถร้องหามานาน) อาหารกลางวัน Pack เป็นกล่องยังกะ Sushi ไปเปิดดูอ้าว มีข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ข้าวหน้าเป็ดให้เลือก โคตรไทยเลย Pack ซะสวย 555+ เป็นช่องๆด้วย ช่องนึงใส่แตงกวา ช่องนึงใส่หมู/เป็ด อีกช่องใส่น้ำจิ้ม แหม่ๆ
 
ก่อนกลับไปห้องประชุม อ.อติวงศ์ก็ให้ไปพบพี่ที่เป็นกรรมการ Imagine Cup คนนึง ซึ่งเขาสนใจให้ทำ PVA ต่อ (ได้ทุนด้วยอะ 555+ ดีๆๆ) ซึ่ง อ. อติวงศ์ก็บอกว่าดี เพราะเราไป Commit กับโรงเรียนกาญจนาภิเษกสมโภชน์ (โรงเรียนผู้พิการทางการได้ยิน) ไว้แล้ว  แต่ยังไม่มี Project เป็นตัวเป็นตน คราวนี้จะได้มี Project พร้อมทุนสนับสนุนอีกด้วย
 
ตอนบ่ายก็เป็น Professor Chin-Hui Lee (สะกดถูกป่าวหว่า) เป็นคนพูดเกี่ยวกับ Speech Recognition ตอนบ่ายพี่นาถมานั่งเป็นเพื่อนด้วยแหละ อิอิ (มาสัปหงกอยู่ข้างๆเนี่ย) พอดีเป็นโรคแพ้ภาษาอังกิดเล็กๆ ฟังแล้วเลยงีบไปหลายรอบ มองไปรอบๆเห็นเพื่อนร่วมชะตากรรมมากมาย อิอิ เขาก็พูด มีเรื่องนึงเกี่ยวกับการสกัด Attribute พวกเสียง nasal / fricative / ... ด้วย ซึ่งพี่โรจน์เคยทำแล้วใช้ไม่ค่อยได้ เพราะมันทำยากมาก ซึ่งเขาคิดว่าจะทำเป็น Open Source แล้วให้แต่ละคนทำ Engine ดีๆมา แล้วเอามาใช้ด้วยกันได้ อิอิก้อดีนะ ถ้าเอามาใช้ได้ Senior Project เราจะง่ายขึ้นเยอะ อิอิ
 
พอเขาพูดจบก็เป็นการคุยกันระหว่างอาจารย์กะนิสิต (Professor Chin เขาเดินมาแถวนี้หลายรอบ เราก็เป็นโรคกลัวฝรั่งเลยเดินหลบๆ 555+)
 
พอเสร็จแล้วเราก้อเดินเอาหนังสือเมื่อเช้าไปห่อปก แล้วก้อเจอพวกอาร์ม
 
วันนี้ได้ความรู้ใหม่อย่างรุนแรง ลักยิ้มของไอ้อาร์ม(ขาว) อะ มันเป็นแผลเป็น แล้วไปอยู่ตรงนั้นพอดี แปลกโคดดด กลายเป็นลักยิ้มพอดีเด๊ะ ยังกะตั้งใจไว้ ก้อว่าแปลกๆเพราะมันเหมือนมีลักยิ้มข้างเดียว (เราไม่ได้สังเกตหรอก แต่อาม(ดำ)มันทักว่าทำไมมีลักยิ้มข้างเดียว มันเลยบอกมา 555+)
เสร็จแล้วก็กลับบ้านนนน เฮ้อวันที่แสนเหนื่อย เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปทำ IBM Mainframe ต่อ >< แล้วจะไปเที่ยวแร้วววว

IBMSD SSP - The Finale

อ๊ากก ไม่ทันแล้ว คือว่ามีหลายคนบอกมาว่าทำไมมี Beginning แล้วไม่มี End ก็มาเขียน The End ตรงนี้ก้อด้ะ แต่น้องๆจะสอบไปแล้วหวะ คือยังไงก้อคงเอาที่อ่านไปตัดสินใจไม่สมัครไม่ทันอยู่ดี ฮ่าๆ (หรือยังทันนะน้อง ไม่ไปสอบถือเป็นสละสิทธิ์ 555+)
 
พอดีตอนนั้นที่อยู่ IBM เป็นช่วงที่เริ่มทำงานพอดี แล้วก็ไม่มีเวลาเขียน (เป็นการยืนยัน Statement ว่า "IBM ไม่ปล่อยให้เด็กฝึกงานมีเวลาว่าง" ได้เป็นอย่างดี 555+) ก็เลยไม่ได้ Update ต่อ พอจบมาแล้วก็ลืม Blog ไปแล้ว 555+ (ทำงานจบเอ๋อไปเลย ~~)
 
เมื่อกี้ไอ้ท็อปมันทักมาว่าหาข้อมูล IBM แล้วมาเจอ Blog นี้ ก็เลยนึกออก อ้อยังมี Blog นี้ในโลกด้วย 555+
 
ก็จะมาสรุปว่าที่ไป IBM ทั้งหมดอะทำไรไปบ้าง
 
คือของเราไปฝึกงานทั้งหมด 2 เดือนครึ่ง อะ
 
ก็ครึ่งเดือนแรกจะเป็นการ Training ซึ่งวันแรกที่ไปเนี่ย จะรู้สึกว่าเลิกช้ามากกกก คือไปฝึกงานวันแรกคิดอะไรไว้หรอ "เลิกเร็วชัวร์" พอไปจริงๆไหนจะมีแนะนำพี่ๆ ไหนจะให้จำชื่อเพื่อนให้ได้ ไหนจะเริ่ม Training เลย ไปๆมาๆก็รู้สึกว่านานมากกก เหนื่อยสุดๆ แต่พอมาวันหลังๆก็รุสึกเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น (แต่บาง Class ก็สุดโหด + สุด Psycho มาก (พี่ ธxxxx กะพี่ ตxxx น้องๆที่จะไปฝึกงานจำ Keyword นี้ไว้ดีๆ 555+)) แต่พี่ๆทุกคนใจดีหมดเลยน้า อิอิ ^^
 
ต่อมาอีก 2 เกือนก็จะเริ่มเป็นการทำ Project จริงๆ  Project ที่ให้เราทำเนี่ยเขาจะเอาไปใช้จริงๆด้วยแหละ (เย้ เราได้มีโอกาสทำลายระบบ IBM แล้ว 555+) ซึ่งพี่เขาจะแบ่งเป็นทีมๆ แล้วให้ Project ตาม Resume ที่เขียนไป (บอกแล้วว่ามันสำคัญ >< คือเราเขียนว่าอยากทำเกี่ยวกะ Hardware นิดๆ ก็เลยได้ทำ RFID เลย อิอิ) เราได้ทำกะเพื่อนอีก 3 คน (เป็นทีมที่ใหญ่สุดเลย 555+) เราทำเรื่อง Web อีก 3 คนทำเรื่อง Edge (อย่ารู้เลยมันคืออะไรเพราะเราก็ยังไม่รู้เหมือนกัน 555+) ถ้าใครได้ทำเรื่อง RFID ถ้ามีปัญหาคับอกกะ พี่ xปxx ก็มาปรึกษาพี่ได้น่อ
ส่วนการทำงานของที่นี่ก็เป็นระบบมากกก คือว่าต้องทำ Document เยอะมากมาย ตามมาตรฐานของทาง IBM (ใช่แล้วแบบเดียวกะ SA หนะแหละไอ้น้อง..... เตรียมใจไว้ซะ) ซึ่ง Document แต่ละตัวจะมี Template ของมัน แล้วก็มีการทำ Version Control ด้วย คือตัว Document เนี่ยจะเปลี่ยนทีนึง จะมี Overhead สูงมาก เพราะต้องแก้เลข Version / ชื่อ File อะไรมากมายใน File Word นั้น ก่อนที่จะได้แก้เนื้อหา 555+
 
ส่วนการทำ Project ก็จะมีพี่ที่คุม Project มารับตัวไปอีกที แล้วแต่ละวันก็จะมีการหา Learning Point (จำชื่อไม่ได้และ) +/- ว่าแต่ละวันเนี่ยมีอะไรดี/ไม่ดีเกิดขึ้นกับชีวิตบ้าง ซึ่งทุกๆกลุ่มก็จะมา Share ให้เพื่อนๆฟังว่าอะไรดีไม่ดีตรงไหน แล้วทุกอาทิตย์ก็จะมีการ Present งานที่ตัวเองได้ทำไปว่าทำอะไรถึงไหนบ้าง แล้วพี่ๆก็จะ Comment การ Present นั้น.. ซึ่งบางกลุ่มมีหลายคนก็จะผลัดกัน Present แต่เราทำหัวข้อนั้นคนเดียว เลยต้อง Present ทุกสัปดาห์เลย T__T ยิ่งวันหลังๆนี่ให้ Present เป็นภาษาอังกิด โอ้ว มาย ก็อด ภาษาอังกฤษเรานี่แข็งแรงยังกะ Bone Fletcher (aka นิ่ม max) ออกไปพูดก็งงๆๆ ความจริงธรรมดา Present ก็ไม่ค่อยจะเก่งอยู่แล้ว 55+ และแล้ววันสุดท้ายก็มีการ Present ใหญ่ (แน่นอนภาษาปะกิด) วันนั้นต้องมานั่งซ้อมกะเพื่อนวันอาทิตย์เลยแหละ (IBM เปิดด้วย >< แปลว่าเขา Support การมาทำงานวันหยุด น่ากลัวขนาดไหนหละ)
 
พอ Present ใหญ่ พี่วิโรจน์ (พี่ที่คุม Project เราอะ ไม่มีพี่นี่ไปไม่รอดทั้ง 4 คนแน่ๆ ถึงแม้ว่าอีก 3 คนจะไม่ได้อยู่กะพี่เขาก้อตาม ><) เอา Neck tie มาให้ใส่ สวยมั่กๆ เลยแก้เขินได้นิ๊ดดดนึง
พอตอนจบงานก็มี Party อำลา มีร้องเพลงที่แต่งกันเองด้วย เพราะมั่กๆ แล้วพอจบก็รู้สึกว่า จบแล้วว้อยยยยยยยยย ดีใจยังกะสอบ Final เสร็จยังไงยังงั้นเลยแหละ 555+
 
ไปทำงานที่นู่นก็ได้รู้จักเพื่อนเยอะมากมาย แล้ว 29 คนที่ฝึกงานด้วยกันก็สนิทกันหมดเลยอะ เพราะอยู่ด้วยกันทั้งวันทุกวัน (เบื่อหน้าเลยแหละ 555+) แล้วก้อไปเที่ยวกันบ่อยๆด้วย >< หวังว่าน้องๆที่ไปจะได้ประสบการณ์ที่ดีๆยังงี้บ้างนะครับ อิอิ
 
ก็จบแล้วสำหรับความทรงจำ(ที่ยังเหลืออยู่) ซึ่งนึกย้อนไปมันก็คิดถึง (คิดถึง != อยากทำงาน) ที่นั่นเหมือนกันนะ ^^ คิดถึงเพื่อนๆด้วยแหละ อิอิ หวังว่าจะนัดกันมาเที่ยวบ่อยๆนะครับ
 
-----------
 
เปลี่ยนโหมดย้อนความทรงจำมาเป็นโหมดเล่าเรื่องที่พึ่งเกิดละกาน แหะๆ
 
พอดีเมื่ออาทิตย์ที่แล้วกลับไปหาพี่ๆที่ IBM มา พี่ๆเขาเรียกไป meeting (aka สอบสวน) ว่าครึ่งปีที่ผ่านมาได้นำความรู้จาก IBM ไปใช้อะไรบ้าง คือวันนั้นกลับไป บรรยากาศเก่าๆ (อันโหดร้าย) ก็เริ่มผุดเข้ามาในหัว อ๊ากกก ห้องทำงานนนนนน อ๊ากกกกก ห้องเรียนนนน T____T อ๊ากกกกก พี่ ธxxxx อ๊ากกกกกก หลอนมากอะ คือว่าเหมือนว่าคิดว่า กูสอบเสดแล้วววววว จะไปเที่ยวแล้ว แล้วสักพักอาจารย์เดินเข้ามา เหลืออีกวิชานะนักเรียน ประมาณนั้น 555 พี่ก็ให้เล่นเกมอะไรนิดๆ แล้วก็ให้กนอะไรหน่อยๆ แล้วได้เจอเพื่อนๆด้วย บางคนก็เปลี่ยนไปเยอะมาก บางคนก้อเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง (เอ๊ะยังไง 555+) ตอนเย็นก็เลี้ยงขนมแล้วก็(ปล่อยตัว)กลับบ้าน ก็เป็นอันจบด้วยดี
 
พี่เขาบอกมาว่าปีนี้คนสมัครฝึกงานไม่เยอะเท่าปีที่แล้วเลยอะ แต่รู้สึกจุฬาจะเยอะอยู่แล้ว 555+ สงสัย IBMSD ปีนี้มีจุฬาเข้าไปฝึกงานเยอะแน่เลย (ปีที่แล้วมี 3 คนเอง)
 
ก็... ง่วงอีกแล้วอะ ไปนอนดีกว่า เง้ออ เปิดเทอมอีกแล้ววว T___T

IBMSD SSP - The Beginning

เรื่องของเรื่องนี้ก็คือเราอยากแชร์เรื่องประสบการณ์ฝึกงานให้เพื่อนๆ หรือน้องๆที่กะลังหาที่ฝึกงานอยู่ได้ฟังอ้ะ เพราะว่าเราไปฝึกงานมา 3 อาทิตย์แล้วรู้สึกว่าที่ที่เราฝึกเขาค่อนข้าง Take care นักศักษาฝึกงานดีอะเลยคิดว่าอยากแบ่งให้คนอื่นได้รู้ด้วยว่าที่นี่เขาทำอะไรกันบ้าง เลยคิดว่ามาเขียนใน Blog เราดีกว่า ก้ออ่านแล้วช่วย 'ment ให้ด้วยละกัน >.<
 
คือที่ที่เราฝึกงานก้อคือบริษัท IBM Solution Delivery (IBMSD) อ้ะ (เราชอบเรียก IBM Solution มันสั้นดี) หลายคนคงสงสัยว่าบริษัทนี้ทำอะไร ก้อคือว่าบริษัทนี้ ถึงจะชื่อ IBM เหมือนกันแต่ว่าเป็นคนละบริษัทกะ IBM Thailand หนะ (แต่อยู่ตึกเดียวกัน)
บริษัทนี้จะทำพวก Solution คือไปออกแบบและพัฒนาระบบให้กับลูกค้า (เขาเรียกระบบที่ไปวางให้ว่า Solution แหละ) ซึ่งลูกค้ารายใหญ่ก้อคือ K-Bank หรือธนาคารกสิกรไทยที่ตั้งอยู่ข้างๆกัน >.< ส่วน IBM Thailand เป็นบริษัทที่ตั้งมานานแล้ว เป็นบริษัทที่เน้นการขาย Software คือเป็นพวก Sale นั่นเอง ไม่เหมือนกันน้ะ
 
เหตุผลที่เรามาฝึกงานที่นี่ก้อเพราะว่าปีที่แล้วเราเคยไปฝึกงานที่บริษัท IBM Thailand แผนก Software แล้วพี่ที่คุมเราเขายุ่งๆไม่ค่อยมีเวลา เราเลยไม่ค่อยจะมีงานทำ ตกลงปีนี้เลยไปสืบหาว่าที่ไหนงานหนัก !! ก้อเลยได้ข่าวว่าที่ IBM Solution นี่แหละหนักมากกก ก้อเลยแอบหลงเชื่อมาสมัครดู 555
 
ก้อพอตั้งใจว่าจะสมัครที่ IBM Solution แล้วก้อเลยชวนเพื่อนๆไปกัน (ไอ้บอม โบ๊ตแล้วก้อไอ้ sex) แต่แบบว่าทางภาคนี่ไม่มีเรื่องของ IBMSD มาถึงเลย ไม่รุทำไม แต่สุดท้ายบอมมันก้อไปหา mail ของพี่ที่จะติดต่อมาได้ ก้อเลยเขียนไปหาพี่เขา พี่เขาก้อเลยให้แต่ละคนส่ง Resume ไป (อยากบอกว่า Resume นี่สำคัญมาก สำคัญยังไงไว้จะพูดทีหลัง) แล้วเขาก้อนัดวันไปสอบคัดตัว (คือที่อื่นเขาไม่มีการสอบกันแต่ที่นี่เขาเอาจริงเอาจังกะเด็กที่จะเข้ามาทำมากเลยมีการสอบด้วย)
 
พอวันสอบก้อไปกัน 4 คน เข้าไปในห้อง มีคนมาจากจุฬาด้วยแหละ แต่อยู่ Com sci พี่เขาบอกว่า การสอบที่น้องๆจะทำนี่เหมือนกันการรับพนักงานใหม่เลย ไม่เหมือนแค่ที่ว่าไม่มีการสัมภาสณ์ เสร็จแล้วพี่เขาก้อเอาข้อสอบอันแรกมาให้ ก้อเป็น Aptitude Test คือทดสอบความถนัด แบบว่าทรหดมากกก เวลาให้อย่างละจ๋อยนึง ข้อสอบเยอะมาก ข้อสอบแบ่งเป็น 3 part
 
part แรกเป็นการทดสอบ Ram ในหัว คือข้อสอบจะประมาณให้ Matrix 5x5 มาแล้วบอก operation ให้ทำ เช่น สลับ row 1 กับ row 3 column ที่มีเลขมากสุดกับ column ที่มีเลขน้อยสุด etc. แล้วถามว่าเมื่อทำเสร็จแล้วจะได้ตัวอะไรที่ตำแหน่งนี้ เป็นต้น คือว่า operation เขาทำหลายทีมากกก ว่าจะเขียนลงไปทุกครั้งที่มีการทำ operation ก้อไม่ทัน แถม Ram ในหัวมีไม่ถึง 25 ช่องซะด้วยสิ >.<  แถมเวลาที่ให้นี่แบบว่าต้องใช้ CPU 100MHz ขึ้นไปถึงจะประมวลผลทันเวลา T_T แบบว่าทำไม่ค่อยได้อะ part นี้
 
part ที่สองเป็นอนุกรมเลขคณิต แบบ 1 1 2 3 5 8 ? ให้เติม อันนี้ไม่ยากเท่าไหร่ แต่เวลาก้อน้อยอยู่ดีหงะ
 
part สุดท้ายเป็น logic test มั้ง แบบว่า มีคน 10 คน มีคอม 100 เครื่องแบ่งได้คนละเท่าไหร่ ประมาณนี้ (ความจริงเยอะก่านี้นะ) แบบว่าต้องอาตัวเลขในโจทย์มายำกันให้ได้ผลลัพธ์ อันนี้ก้อไม่ยากเท่าอันแรก
 
เออเราลืมบอกไปรึเปล่า เอกสารทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษหมด >.< อ่านแล้วมึนตึ้บมาก ข้อสอบนี่อังกฤษล้วนเลยยยยยยยย แล้วเวลาฝึกงานนี่ก้อเป็นยังงั้น แบบว่าถ้าเห็นภาษาไทยแล้วได้ตัวละล้านบาท พอฝึกงานจบก้อยังจนอยู่ดีอะ 555
 
ก้อพอหมดทุก part เขาก้อเก็บข้อสอบไป แล้วเอาเอกสารอีกตัว ซึ่งเหมือนว่าจะเป็นการสอบไปในตัวมาให้กรอก มีแบบเราถนัดอะไร เคยเขียนโปรแกรมอะไรมาบ้างหรือไม่ ทำไมถึงอยากมาผึกที่นี่ บุคลิกเราเป็นยังไง etc. แบบให้กรอกเป็นภาษาอังกฤษหมดนะ O.o ... คงอยากทดสอบภาษาอังกฤษเราแหละ เพราะเราตอบแหม่งๆไปแต่ก้อยังผ่านมาได้ 555
 
และแล้วการสอบก้อผ่านพ้นไป จนถึงช่วงสอบ final ของมหาลัย อยู่ๆวันหนึ่งก้อมีโทรศัพท์จากเบอร์ไม่รุจัก
 
ตรู้ดๆ
"สวัสดีครับ"
"สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าน้องอิศรัญใช่หรือเปล่าคะ"
"ครับ"
"พี่โทรจากทาง IBM นะคะ แจ้งเรื่องผลการสมัครฝึกงาน IBM solution ค่ะ"
"ครับ (แอบตกใจ ยังไม่ทันตั้งตัวตอนนั้นพึ่งสอบวิชาไรไม่รุเสร็จ)"
"ผลคือน้อง..."
... มีการเว้นช่วงให้ตื่นเต้นอีก >.< พี่นี่แสบจริงๆ
"ติดค่ะ"
เราก้อแอบดีใจ เย้ๆๆ ทั้งๆที่คิดว่ามันน่าจะติดอยู่หรอก ^^" คือก่อนหน้านี้ไอ้บอมเคยโทรไปถาม พี่เขาบอกว่า ส่ง mail ให้คนที่ไม่ติดไปแล้วคือเขาคัดเป็น phaseๆ ก้อเลยจะมีช่วงส่ง mail ให้คนไม่ติดหลายช่วง เลยไม่แน่ใจว่าจะติดรึเปล่า
 
ปรากฏว่ามีเรา บอม boat ติด ไอ้ sex มันได้สำรองแล้วมีคนถอนออกไม่พอ >.< แต่ว่าสุดท้ายมันก้อได้ไปฝึก accenture... น่าอิจฉาหงะ
พอติดแล้วเขาก้อมี mail ส่งมาให้ไปเปิดบัญชีที่ K-bank เพื่อการโอนเงินเบี้ยเลี้ยงให้ (ได้วันละ 191 บาท แรงงงานขั้นต่ำเท่ากรรมกรแบกหามดีๆนี่เอง T_T แถมเลิกงานกี่โมงกี่ยามก้อได้เท่านี้ สรุปคือน้อยก่าแรงงานขั้นต่ำอีก 555)
 
พอได้ mail ก้อเลยไปเปิดบัญชีกะ boat/bomb ก่อนวันฝึกงานเล็กน้อยเลยมีบัญชีธนาคาร 2 บัญชีแระ อิอิ แล้วไปต่อด้วยการเล่น nintendo Wii ที่บ้าน boat ต่อ (มีไอ้ปอมไป jam ด้วย) วันรุ่งขึ้นปวดไปทั้งตัว ขยับตัวแทบไม่ได้ แต่ยังดีหายทันก่อนฝึกงานอ้ะ >.< ไม่งั้นซวยเลย
 
การฝึกงานที่นี่ก็จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. - 31 พ.ค. หักสันหยุดแล้วรวมๆยังได้เกือบ 50 วัน จากที่มหาลัยต้องการฝึก 35 วันถึงจะผ่าน เกินมาตั้งเกือบ 2 อาทิตย์ แบบว่าเห็น schedule แล้ว โหคิดถูกปะเนี่ยมาฝึกที่นี่ >.<
 
แล้วจะมาเขียนเรื่องการเริ่มฝึกงานต่อวันหลังนะคับ วันนี้ง่วงมากมายไปนอนก่องละ อิอิ
 

Isa

My life's Variance